
ในอดีตกาล ณ กรุงพาราณสี อันเป็นเมืองที่รุ่งเรืองและเปี่ยมด้วยผู้คนนานาชนิด พระเจ้าพรหมทัตทรงเป็นกษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรม ปกครองแผ่นดินด้วยความผาสุก วันหนึ่ง ขณะที่พระองค์ประทับอยู่บนพระราชบัลลังก์ ทรงมีพระราชดำริอันน่าฉงนพระทัยถึงทรัพย์สมบัติที่พระองค์ทรงมีอยู่มากมายเหลือคณา
“เรามีทองคำ อัญมณี ผ้าทิพย์ และอาหารเลิศรสเกินกว่าจะนับได้ แต่สิ่งใดเล่าคือทรัพย์สมบัติอันแท้จริงที่ไม่มีวันสูญสิ้น?” พระองค์ตรัสถามเหล่าข้าราชบริพารที่ยืนเฝ้าอยู่
เหล่าข้าราชบริพารต่างพากันก้มหน้า สั่นศีรษะ ไม่มีใครสามารถตอบคำถามอันลึกซึ้งนี้ได้ แม้แต่ปุโรหิตผู้ทรงภูมิก็ยังคงนิ่งเงียบ
ในขณะนั้นเอง สิริปาละ ซึ่งเป็นผู้ที่พระเจ้าพรหมทัตทรงโปรดปรานมากที่สุด ยืนอยู่ไม่ไกลนัก เขาเป็นชายหนุ่มรูปงาม มีปัญญาเฉลียวฉลาด และมีความซื่อสัตย์อย่างหาที่เปรียบมิได้ เมื่อเห็นพระเจ้าแผ่นดินทรงครุ่นคิดอยู่ สิริปาละจึงทูลขึ้นด้วยความเคารพ
"ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นที่รักยิ่งของข้าพระบาท หากจะถามถึงทรัพย์สมบัติอันแท้จริงที่ไม่มีวันสูญสิ้น แม้น้ำจะท่วมแผ่นดิน ไฟจะเผาผลาญ หรือโจรผู้ร้ายจะปล้นสะดมไป ก็ไม่อาจทำลายได้ สิ่งนั้นคือ ศีล และ ธรรม ที่ท่านทรงประพฤติปฏิบัติมาตลอด"
พระเจ้าพรหมทัตทรงแย้มสรวลเมื่อได้ยินคำตอบอันชาญฉลาดนั้น ทรงประทับใจในปัญญาและความจงรักภักดีของสิริปาละเป็นอย่างยิ่ง
“สิริปาละเอ๋ย คำตอบของเจ้าช่างคมคายและมีเหตุผลยิ่งนัก เราจะทดสอบเจ้าให้ประจักษ์แก่ใจของเราเอง” พระเจ้าพรหมทัตตรัส
วันรุ่งขึ้น พระเจ้าพรหมทัตมีพระราชดำริให้ทดสอบสิริปาละอีกครั้ง พระองค์จึงมีรับสั่งให้สิริปาละนำข้าวปลาอาหารอันโอชะไปถวายแด่เหล่าสมณพราหมณ์ที่กำลังบำเพ็ญพรตอยู่ในป่าลึก
สิริปาละรับพระบรมราชโองการด้วยความยินดี เขาจัดเตรียมอาหารชั้นเลิศ ห่อหุ้มอย่างดี และนำใส่ย่ามอันแข็งแรง ขณะที่กำลังจะออกเดินทาง ทหารยามคนหนึ่งได้แอบเข้ามาหาเขา
"ท่านสิริปาละ ข้าพเจ้าได้ยินมาว่าท่านกำลังจะเดินทางเข้าไปในป่า ท่านจะนำสิ่งใดไปเล่า?" ทหารยามถามด้วยน้ำเสียงกระเส่า
"ข้าพเจ้ากำลังจะนำอาหารอันโอชะไปถวายแด่สมณพราหมณ์ผู้ทรงศีลในป่า" สิริปาละตอบอย่างตรงไปตรงมา
"ถ้าเช่นนั้น ท่านโปรดแบ่งอาหารบางส่วนให้ข้าพเจ้าด้วยเถิด ข้าพเจ้ายังไม่ได้กินอะไรเลยในวันนี้" ทหารยามกล่าวอ้อนวอน
สิริปาละมองหน้าทหารยาม เห็นแววตาแห่งความอดอยากและความสิ้นหวัง จึงไม่ลังเลที่จะแบ่งปัน
"แน่นอน ท่านเพื่อนยาก แบ่งกันกินย่อมดีกว่ากินคนเดียว" สิริปาละกล่าวพลางหยิบอาหารส่วนหนึ่งออกมาให้ทหารยาม
เมื่อสิริปาละเดินทางลึกเข้าไปในป่า เขาได้พบกับคนตัดไม้สองคนกำลังนั่งพักเหนื่อยอยู่ใต้ร่มไม้
"ท่านผู้แสวงบุญ ท่านกำลังเดินทางไปไหน?" คนตัดไม้คนหนึ่งถาม
"ข้าพเจ้ากำลังจะนำอาหารไปถวายแด่สมณพราหมณ์ผู้ทรงศีล" สิริปาละตอบ
"หากท่านมีใจบุญ โปรดแบ่งอาหารให้พวกเราด้วยเถิด เราทำงานมาทั้งวัน ยังไม่ได้กินอะไรเลย" คนตัดไม้อีกคนกล่าว
สิริปาละไม่เคยปฏิเสธผู้ที่เดือดร้อน เขาแบ่งอาหารให้แก่คนตัดไม้ทั้งสองอย่างไม่ลังเล
เดินทางต่อไป สิริปาละได้พบกับกลุ่มขอทานที่นั่งรออยู่ริมทาง หลายคนมีร่างกายซูบผอม ใบหน้าอิดโรย
"ท่านผู้ใจบุญ โปรดเมตตาให้ทานพวกเราด้วยเถิด พวกเราหิวโหยเหลือเกิน" เสียงขอทานดังขึ้นพร้อมกัน
สิริปาละมองเห็นความทุกข์ยากของพวกเขา จึงแบ่งอาหารที่เหลืออยู่อีกส่วนหนึ่งให้แก่เหล่าขอทาน
เมื่อสิริปาละมาถึงสถานที่ที่เหล่าสมณพราหมณ์บำเพ็ญพรตอยู่นั้น กลับพบว่าไม่มีใครอยู่ที่นั่นเลย เขารู้สึกแปลกใจ แต่ก็ไม่ได้กังวลใจอะไร
“หากไม่มีผู้รับ ข้าก็จะนำอาหารนี้กลับไปถวายพระเจ้าแผ่นดิน” สิริปาละคิด
ในขณะที่สิริปาละกำลังจะหันหลังกลับ จู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงร้องคร่ำครวญดังมาจากพุ่มไม้แห่งหนึ่ง เขาเดินเข้าไปดูและพบกับหญิงชราคนหนึ่งกำลังนอนป่วยไข้
"ท่านผู้ใจบุญ ได้โปรดช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด ข้าพเจ้าป่วยไข้มาหลายวันแล้ว ไม่มีใครช่วยเหลือ" หญิงชรากล่าวเสียงแผ่วเบา
สิริปาละรู้สึกสงสารหญิงชราเป็นอย่างยิ่ง เขาจึงตัดสินใจนำอาหารที่เหลืออยู่ทั้งหมดให้กับเธอ
"ท่านยาย โปรดรับอาหารนี้ไปประทังชีวิตเถิด ขอให้ท่านหายจากความเจ็บป่วยโดยเร็ว" สิริปาละกล่าวอย่างอ่อนโยน
เมื่อหญิงชราได้รับอาหาร เธอก็มีเรี่ยวแรงขึ้นมาบ้าง เธอจึงกล่าวขอบคุณสิริปาละ
สิริปาละเดินทางกลับไปยังพระราชวังด้วยความรู้สึกโล่งใจ แม้ว่าเขาจะไม่ได้ถวายอาหารแด่สมณพราหมณ์ตามพระประสงค์ของพระเจ้าแผ่นดิน แต่เขาก็ได้ช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก
เมื่อพระเจ้าพรหมทัตทอดพระเนตรเห็นสิริปาละกลับมามือเปล่า จึงมีรับสั่งถาม
"สิริปาละ เหตุใดเจ้าจึงกลับมามือเปล่าเช่นนี้? เหตุใดจึงไม่นำอาหารไปถวายแด่สมณพราหมณ์?"
สิริปาละก้มลงกราบทูลด้วยความสัตย์จริงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ตั้งแต่การแบ่งปันอาหารให้ทหารยาม คนตัดไม้ และเหล่าขอทาน ไปจนถึงการช่วยเหลือหญิงชราที่ป่วยไข้
เมื่อได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด พระเจ้าพรหมทัตทรงประทับใจในความมีเมตตาจิต และความไม่เห็นแก่ตัวของสิริปาละเป็นอย่างยิ่ง
"สิริปาละเอ๋ย เจ้าได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เจ้าคือผู้ที่สมควรแก่การยกย่องสรรเสริญอย่างแท้จริง เจ้าได้เสียสละทรัพย์สมบัติของส่วนตน เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งสิ่งนี้มีค่ายิ่งกว่าทองคำหรืออัญมณีใดๆ"
พระเจ้าพรหมทัตทรงโอบกอดสิริปาละไว้ และตรัสต่อไปว่า
"เราจะมอบสมบัติทั้งปวงของเราให้แก่เจ้า เพราะเจ้าคือผู้ที่รู้จักใช้ทรัพย์สมบัติไปในทางที่ถูกต้อง และสร้างประโยชน์สุขแก่ผู้อื่นได้มากที่สุด"
นับแต่นั้นมา สิริปาละก็ได้รับการยกย่องเชิดชูในฐานะผู้มีคุณธรรมอันสูงส่ง และปกครองบ้านเมืองร่วมกับพระเจ้าพรหมทัตด้วยความยุติธรรมและเปี่ยมด้วยเมตตาธรรม
ความมีเมตตา การแบ่งปัน และการเสียสละเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น คือทรัพย์สมบัติอันแท้จริงที่ไม่มีวันสูญสิ้น
ทานบารมี
— In-Article Ad —
ความมีเมตตา การแบ่งปัน และการเสียสละเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น คือทรัพย์สมบัติอันแท้จริงที่ไม่มีวันสูญสิ้น
บารมีที่บำเพ็ญ: ทานบารมี
— Ad Space (728x90) —
285ติกนิบาตอัชชุคชาดกณ แคว้นมคธ เมืองหลวงที่รุ่งเรือง มีนักปราชญ์ผู้หนึ่งเป็นที่เคารพนับถือของคนทั้งปวง เขาเป็น...
💡 ใจเป็นสิ่งที่รวดเร็วที่สุดเมื่อปราศจากกิเลส แต่เป็นสิ่งที่ช้าที่สุดเมื่อถูกกิเลสครอบงำ
259ติกนิบาตปัฏฐกชาดก (ครั้งที่ 4) กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงอุบัติเป็นกษัตริย์แห่งเมืองกลิงคร...
💡 การให้ทานด้วยความเสียสละอันบริสุทธิ์ ย่อมนำมาซึ่งประโยชน์สุขแก่ตนเองและผู้อื่น และเป็นหนทางสู่การหลุดพ้น
252ติกนิบาตปัฏฐกชาดก (ครั้งที่ 3) ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในกาลเมื่อพระโพธิสัตว์ของเราทรงอุบัติเป็นปัฏฐกะ พราหมณ์ผ...
💡 ความเมตตาและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ย่อมส่งผลดีตอบแทนกลับคืนมาเสมอ แม้แต่สัตว์เล็กๆ ก็สามารถตอบแทนบุญคุณได้ การช่วยเหลือผู้อื่น ไม่ว่าจะเล็กน้อยเพียงใด ย่อมเป็นการสร้างบุญกุศล และเป็นหนทางสู่ความสุขที่แท้จริง
249ทุกนิบาตมหานารทชาดกในยุคโบราณกาล เมื่อครั้งที่พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญเพียรเพื่อตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ทรงอุบัต...
💡 การมีเมตตาต่อสรรพสัตว์ ย่อมได้รับผลตอบแทนที่ดีงาม และการไม่เบียดเบียนผู้อื่นคือหนทางแห่งความสงบสุข
264ติกนิบาตสตปัตตชาดก (Sattapatta Jataka) ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นมคธอันรุ่งเรืองใต้ร่มเงาแห่งพระราชาอ...
💡 กรรมนั้นมีจริง การเบียดเบียนผู้อื่นนำมาซึ่งทุกข์ การสำนึกผิดและการเจริญเมตตาธรรมนำมาซึ่งความสุข
184ทุกนิบาตสีวิชาดก (เรื่องพระโพธิสัตว์) ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญบารมีเป็นพระเจ้าสีว...
💡 การเสียสละที่แท้จริง ไม่ใช่การสูญเสีย แต่คือการได้รับสิ่งที่มีค่ากว่า การให้ทานย่อมนำมาซึ่งบุญบารมี และเป็นหนทางสู่การหลุดพ้น
— Multiplex Ad —