ข้ามไปเนื้อหาหลัก
อุทายิชาดก
ชาดก 547 เรื่อง
111

อุทายิชาดก

Buddha24 AIเอกนิบาต
ฟังเนื้อหา

อุทายิชาดก

ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ กรุงสาวัตถี อันเป็นเมืองหลวงที่รุ่งเรืองยิ่งนัก ประดับประดาไปด้วยป้อมปราการสูงตระหง่าน กำแพงเมืองแข็งแกร่ง และราชวังโอ่อ่าตระการตา ประชาชนอยู่ดีกินดี มีความสุขภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของพระเจ้าปเสนทิโกศล ผู้ทรงทศพิธราชธรรม

ในบรรดาหมู่พุทธบริษัทผู้เลื่อมใสในพระรัตนตรัย มีภิกษุรูปหนึ่งนามว่า พระอุทายี ผู้ซึ่งมีวาจาคมคาย มีไหวพริบปฏิภาณเป็นเลิศ และมีความสามารถในการเทศนาสั่งสอนธรรมะได้อย่างลึกซึ้ง กินใจผู้ฟัง จนเป็นที่รักใคร่ของพุทธบริษัททั้งหลาย แต่ด้วยความที่ท่านมีความสามารถในการพูดจาเก่งกาจ บางครั้งก็อาจจะใช้คำพูดที่ตรงไปตรงมา จนอาจทำให้ผู้อื่นรู้สึกขัดเคืองใจได้บ้าง

วันหนึ่ง พระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ท่ามกลางหมู่ภิกษุสงฆ์ ขณะนั้นเอง พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงเสด็จมาเข้าเฝ้าด้วยความเลื่อมใส ท่านทรงกราบทูลลาพระพุทธองค์เพื่อจะเสด็จกลับพระราชวัง

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า หม่อมฉันขอทูลลาพระองค์เพื่อจะเสด็จกลับพระราชวังแล้ว พระเจ้าข้า”

พระพุทธองค์ทรงมีพระดำรัสว่า

“มหาบพิตร ควรจะนำธรรมอันเป็นที่ยินดีของผู้อื่นไปประกาศให้แจ้ง”

พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงรับพระพุทธดำรัสด้วยความนอบน้อม และทรงมีพระประสงค์จะนำพระธรรมคำสอนไปเผยแผ่ แต่ในขณะนั้นเอง พระอุทายี ผู้ซึ่งนั่งอยู่ไม่ไกลนัก ก็ทูลขึ้นด้วยวาจาที่ตรงไปตรงมาตามสไตล์ของท่าน

“ขอเดชะพระมหากรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า พระราชาผู้ประเสริฐ ไม่จำเป็นต้องนำธรรมอันเป็นที่ยินดีของผู้อื่นไปประกาศให้แจ้ง เพราะธรรมอันเป็นที่ยินดีของผู้อื่นนั้น แม้พระราชาจะนำไปกล่าว ก็ยังไม่เป็นที่ยินดีของคนทั้งหลาย”

คำพูดของพระอุทายีนั้น แม้จะแฝงด้วยความหมายอันลึกซึ้ง แต่ก็ทำให้พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงเกิดความขุ่นเคืองพระทัยขึ้นมาเล็กน้อย ด้วยรู้สึกว่าคำพูดนั้นดูเหมือนเป็นการตัดรอนและไม่ให้เกียรติ

เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จกลับพระราชวังแล้ว ทรงตรัสเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับพระมเหสี พระนางมัลลิกา

“ท่านมัลลิกา วันนี้เราไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ตรัสให้เรานำธรรมอันเป็นที่ยินดีของผู้อื่นไปประกาศให้แจ้ง แต่พระอุทายีกลับทูลว่า แม้เราจะนำไปกล่าว ก็ยังไม่เป็นที่ยินดีของคนทั้งหลาย คำกล่าวของภิกษุนั้นทำให้เราขุ่นเคืองใจ”

พระนางมัลลิกา ผู้ทรงเป็นพระมเหสีที่ชาญฉลาด และมีความเข้าใจในพระธรรมเป็นอย่างดี ทรงพยายามอธิบายให้พระสวามีทรงเข้าใจ

“ขอเดชะพระสวามีเจ้าคะ พระอุทายีมิได้มีเจตนาจะลบหลู่พระองค์เลยเจ้าค่ะ แต่ท่านกำลังหมายความว่า ธรรมอันเป็นที่ยินดีของผู้อื่นนั้น แม้พระองค์จะทรงนำไปกล่าว ก็ยังไม่เป็นที่ยินดีของคนทั้งหลาย ก็เพราะว่าคนที่ยังไม่เห็นธรรม เห็นไตรลักษณ์ ยังไม่เข้าใจในธรรมเหล่านี้ เขาจึงไม่ยินดีในธรรมเหล่านั้น”

พระนางมัลลิกาทรงอธิบายต่อไปว่า

“เปรียบเหมือนกับน้ำผึ้งอันมีรสหวาน หากผู้ที่ลิ้นเสีย มีรสชาติผิดเพี้ยนไป แม้จะได้รับประทานน้ำผึ้งอันแสนหวาน ก็ย่อมไม่เห็นรสหวานนั้น หรือเปรียบเหมือนกับดอกบัวที่สวยงาม หากมีคนตาบอด มองไม่เห็นความสวยงามของดอกบัวนั้น ฉันใด ธรรมอันเป็นที่ยินดีของผู้อื่น ก็ฉันนั้น คือ ผู้ที่ไม่เห็นธรรม ย่อมไม่ยินดีในธรรมเหล่านั้น”

พระนางมัลลิกายังทรงยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น

“ขอเดชะพระสวามีเจ้าคะ เปรียบเหมือนกับว่า หากพระองค์ทรงมีขุมทรัพย์อันมีค่ามหาศาล แต่มีคนขอทานที่อดอยาก หิวโหย เสื้อผ้าขาดวิ่น หากพระองค์ทรงนำขุมทรัพย์นั้นไปมอบให้เขา เขาจะยินดีหรือไม่เจ้าคะ? ในเมื่อเขายังไม่มีทรัพย์สิน เขาจึงอาจจะไม่เห็นคุณค่าของขุมทรัพย์นั้นอย่างแท้จริง”

พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสดับคำอธิบายของพระนางมัลลิกาแล้ว ทรงบังเกิดความเข้าใจในพระดำรัสของพระอุทายี และทรงตระหนักถึงความหมายอันลึกซึ้งของธรรมะ

“จริงด้วย ท่านมัลลิกา เรามองข้ามไปเสียแล้ว เราคิดว่าภิกษุนั้นไม่ให้เกียรติเรา แต่แท้จริงแล้ว ท่านกำลังชี้ให้เห็นถึงสภาวะของปุถุชน ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงธรรมะได้อย่างเต็มที่”

หลังจากนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงดำริว่า พระอุทายีนั้น เป็นผู้มีปัญญาคมกล้า และมีวาจาสามารถ หากแต่ทรงรู้สึกว่า วาจาของท่านนั้นบางครั้งก็ดูแข็งกระด้างไปบ้าง จึงทรงมีพระประสงค์จะขอให้พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเพื่อเตือนสติพระอุทายี

จึงตรัสกับพระนางมัลลิกาว่า

“ท่านมัลลิกา เราอยากจะให้พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงธรรมโปรดพระอุทายี เพื่อให้ท่านมีความอ่อนโยนในวาจามากขึ้น”

เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จไปเข้าเฝ้าพระพุทธองค์อีกครั้ง ทรงกราบทูลว่า

“ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า หม่อมฉันมีความขุ่นเคืองใจในพระอุทายี ขอพระองค์ทรงโปรดแสดงธรรมโปรดพระภิกษุรูปนั้นด้วยเถิด พระเจ้าข้า”

พระพุทธองค์ทรงทราบความประสงค์ของพระเจ้าปเสนทิโกศลดีอยู่แล้ว จึงมีพระดำรัสตรัสว่า

“มหาบพิตร อย่าได้กังวลใจไปเลย พระอุทายีนั้น มีปัญญาเฉลียวฉลาด แต่บางครั้งก็อาจจะกล่าววาจาที่ตรงไปตรงมา ซึ่งเป็นลักษณะของบัณฑิต”

จากนั้น พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมอันลึกซึ้ง ประทานแก่พระสงฆ์ และเหล่าพุทธบริษัททั้งหลาย ใจความสำคัญของธรรมเทศนานั้น กล่าวถึง อานิสงส์ของการกล่าววาจาสุภาพอ่อนหวาน และโทษของวาจาที่หยาบคาย

พระพุทธองค์ทรงยกเรื่องราวในอดีตชาติของพระอุทายีขึ้นมาเล่าว่า ในอดีตชาติ เมื่อพระอุทายียังเป็นพระโพธิสัตว์ ได้เกิดเป็นบุตรของเศรษฐีในเมืองพาราณสี มีชื่อว่า “กุฑกะ” กุฑกะเป็นเด็กหนุ่มผู้มีหน้าตาหล่อเหลา มีรูปสมบัติทรัพย์สมบัติเพียบพร้อม แต่มีนิสัยชอบกล่าววาจาหยาบคาย เพิกเฉยต่อคำสอนของบิดามารดา

วันหนึ่ง บิดาของกุฑกะ ซึ่งเป็นเศรษฐีผู้มั่งคั่ง ได้สั่งให้กุฑกะไปส่งข้าวปลาอาหารให้แก่คนงานที่กำลังทำงานอยู่ในสวน

“ลูกรัก ไปส่งข้าวปลาอาหารให้คนงานในสวนด้วยนะ รีบไปรีบกลับ”

กุฑกะรับคำอย่างไม่ใส่ใจ และเดินไปยังสวนด้วยท่าทางเบื่อหน่าย เมื่อไปถึงสวน เห็นคนงานกำลังทำงานเหน็ดเหนื่อย ต่างก็เหงื่อไหลไคลย้อย

“นี่ พวกเอ็ง ทำงานแค่นี้ ทำไมทำตัวเหมือนคนจะตาย นี่มันน่ารำคาญจริงๆ” กุฑกะตะคอกใส่คนงานด้วยเสียงอันดัง

คนงานเหล่านั้นเมื่อได้ยินคำพูดของกุฑกะ ก็รู้สึกเสียใจ และไม่พอใจ แต่ด้วยความเกรงใจนาย ก็ไม่กล้าโต้ตอบ

เมื่อกุฑกะกลับมาถึงบ้าน บิดาของเขาได้สอบถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

“เป็นอย่างไรบ้างลูก คนงานในสวนมีอะไรให้ต้องช่วยอีกหรือไม่”

กุฑกะเล่าเรื่องที่เขาได้ต่อว่าคนงานไปให้บิดาฟัง

“พวกมันทำงานแค่นี้เองพ่อ ทำไมทำตัวอ่อนแอแบบนั้น ผมก็แค่บอกให้พวกมันรู้ตัวบ้าง”

บิดาของกุฑกะได้ยินดังนั้น ก็ถอนหายใจยาว

“ลูกเอ๋ย วาจาของเจ้า ช่างหยาบคายเสียจริง เจ้าไม่รู้หรือว่า การกล่าววาจาหยาบคายนั้น มีโทษถึงเพียงใด”

บิดาของกุฑกะได้เทศนาสั่งสอนกุฑกะเกี่ยวกับอานิสงส์ของวาจา

“การกล่าววาจาสุภาพอ่อนหวาน ย่อมทำให้ผู้ฟังเกิดความรักใคร่ เป็นที่รักของคนทั้งปวง เป็นเหมือนน้ำทิพย์ที่หล่อเลี้ยงจิตใจ ส่วนวาจาที่หยาบคายนั้น ย่อมทำให้ผู้ฟังเกิดความขุ่นเคือง เป็นที่เกลียดชังของคนทั้งหลาย เป็นเหมือนหอกที่ทิ่มแทงใจ”

กุฑกะได้ฟังคำสอนของบิดา แต่ก็ยังไม่เข้าใจซาบซึ้งในความหมายอย่างแท้จริง

เวลาผ่านไป ไม่นานนัก กุฑกะก็ป่วยหนัก และต้องนอนอยู่บนเตียง เมื่อใกล้จะสิ้นใจ กุฑกะรู้สึกสำนึกผิดในวาจาที่เคยกล่าวหยาบคายออกไป เขาพยายามจะเอ่ยคำขอโทษ แต่ก็ทำไม่ได้

ด้วยผลแห่งกรรมที่เคยกล่าววาจาหยาบคาย กุฑกะจึงต้องไปเกิดในนรกภูมิ ชดใช้กรรมที่ตนได้ก่อไว้

เมื่อพระพุทธองค์ตรัสเล่าจบ เหล่าพุทธบริษัททั้งหลายต่างก็ซาบซึ้งในธรรมเทศนา และพระอุทายีเองก็รู้สึกละอายใจในวาจาที่เคยกล่าวไป

พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมต่อว่า

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย การกล่าววาจาหยาบคายนั้น แม้จะมาจากผู้มีปัญญา ก็ย่อมทำให้ผู้อื่นเกิดความทุกข์ใจ และเป็นโทษแก่ตนเอง ส่วนการกล่าววาจาสุภาพอ่อนหวาน ย่อมเป็นที่รักของคนทั้งปวง และเป็นคุณแก่ตนเอง”

หลังจากนั้น พระอุทายีก็ได้สำนึกผิด และปรับปรุงวาจาของตนให้สุภาพอ่อนหวานมากขึ้น ท่านยังคงรักษาความเฉลียวฉลาดและไหวพริบของตนไว้ แต่ก็ใช้คำพูดที่ละมุนละม่อม และเป็นที่รักใคร่ของพุทธบริษัททั้งหลาย

พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ทรงหายจากความขุ่นเคืองพระทัย และทรงเลื่อมใสในพระธรรมของพระพุทธองค์ยิ่งขึ้น

คติธรรม

วาจาสุภาพอ่อนหวาน ย่อมนำมาซึ่งความรัก ความเมตตา และความเป็นมิตร หากแต่ให้มีปัญญาประกอบด้วย

บารมีที่บำเพ็ญ

ปัญญาบารมี

— In-Article Ad —

💡คติธรรม / ข้อคิด

วาจาสุภาพอ่อนหวาน ย่อมนำมาซึ่งความรัก ความเมตตา และความเป็นมิตร หากแต่ให้มีปัญญาประกอบด้วย

บารมีที่บำเพ็ญ: ปัญญาบารมี

— Ad Space (728x90) —

นิทานชาดกเรื่องอื่นที่น่าสนใจ

อัชชปาลชาดก: ความเห็นแก่ตัวที่นำไปสู่ความพินาศ
399สัตตกนิบาต

อัชชปาลชาดก: ความเห็นแก่ตัวที่นำไปสู่ความพินาศ

อัชชปาลชาดก: ความเห็นแก่ตัวที่นำไปสู่ความพินาศ กาลครั้งหนึ่งนานแสนนาน เมื่อครั้งที่พระโพธิสัตว์ทรงเ...

💡 ความโลภและความเห็นแก่ตัว นำมาซึ่งความพินาศ ไม่เพียงแต่ตนเอง แต่ยังส่งผลกระทบต่อผู้อื่นและสิ่งแวดล้อม

เมฆชาดก
93เอกนิบาต

เมฆชาดก

เมฆชาดกณ เมืองโกสัมพีอันรุ่งเรือง ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์ได้เสวยพระชาติเป็นพระราชาผู้ทรงปรีชาสามารถ พ...

💡 การฝึกฝนจิตใจให้เข้มแข็ง คือหนทางสู่การเอาชนะความกลัว และนำมาซึ่งความสงบสุข.

คันธสูตรชาดก
218ทุกนิบาต

คันธสูตรชาดก

คันธสูตรชาดก ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นมคธอันรุ่งเรือง ด้วยพระบรมโพธิสมภารของพระเจ้าพิมพิสาร ...

💡 ความโลภและความเห็นแก่ตัวเป็นอุปสรรคต่อความสุขที่แท้จริง ความสุขที่ยั่งยืนนั้นเกิดจากการรู้จักแบ่งปัน การเสียสละ และการทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น การยอมรับความผิดและเปลี่ยนแปลงตนเองคือจุดเริ่มต้นของชีวิตที่ดีกว่า

กุมพีลชาดก
73เอกนิบาต

กุมพีลชาดก

กุมพีลชาดก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่พระโพธิสัตว์ทรงเวียนว่ายตายเกิดเป็นพระโพธิสัตว์ในแดนที่...

💡 ความดี ความเสียสละ และความอดทน สามารถเปลี่ยนแปลงจิตใจที่กระด้างให้กลับกลายเป็นความเมตตาได้ แม้แต่ผู้ที่เคยทำผิดพลาด ก็สามารถกลับตัวกลับใจและเป็นผู้ที่ประเสริฐได้ หากมีผู้ที่คอยชี้แนะและให้โอกาส

สัญชัยชาดก
44เอกนิบาต

สัญชัยชาดก

สัญชัยชาดก ณ แคว้นมคธอันรุ่งเรือง พระโพธิสัตว์ได้เสวยพระชาติเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า สัญชัยราช ทรงม...

💡 ทรัพย์สมบัติอันประเสริฐที่สุดในชีวิตมนุษย์ มิใช่สิ่งของมีค่าภายนอก แต่คือความยินดีที่ได้เห็นความดีงาม ความสุขของผู้คน และการได้แบ่งปันสิ่งเหล่านั้นแก่ผู้อื่น ความสำเร็จที่แท้จริงคือการมีจิตใจที่บริสุทธิ์ และการทำประโยชน์แก่สังคม

จุลลเสฏฐิชาดก
25เอกนิบาต

จุลลเสฏฐิชาดก

จุลลเสฏฐิชาดกในสมัยพุทธกาล ณ เมืองสาวัตถี อันเป็นเมืองที่รุ่งเรืองด้วยพระพุทธศาสนา มีชายหนุ่มผู้หนึ่...

💡 ความฟุ่มเฟือยและความโลภเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์ ควรประหยัดอดออม ขยันหมั่นเพียร และใช้ทรัพย์สินที่หามาได้ด้วยความชอบธรรม

— Multiplex Ad —

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน วิเคราะห์การเข้าชม และแสดงโฆษณาที่เกี่ยวข้อง นโยบายความเป็นส่วนตัว