
ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญบารมีเป็นพระเจ้าสีวิราช ผู้ทรงทศพิธราชธรรมครองราชสมบัติในกรุงสีพี พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่เปี่ยมด้วยทศพิธราชธรรม ทรงโปรดปรานการบริจาคทานเป็นยิ่ง ทรงปกครองอาณาประชาราษฎร์ด้วยทศพิธราชธรรม ทำให้บ้านเมืองสงบสุขร่มเย็น ราษฎรอยู่อย่างผาสุก ปราศจากทุกข์โศก
ในสมัยนั้น พระโพธิสัตว์ทรงดำริที่จะบำเพ็ญทานอันยิ่งใหญ่ เพื่อให้เป็นแบบอย่างแก่ผู้คนทั้งหลาย จึงทรงตั้งโรงทานขึ้นหลายแห่งในราชสำนัก และโปรดให้มีการแจกจ่ายอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และสิ่งของต่างๆ แก่ผู้ยากไร้ ผู้พิการ และผู้ที่ต้องการความช่วยเหลืออย่างไม่เลือกหน้า
วันหนึ่งขณะที่พระเจ้าสีวิราชประทับอยู่ ณ สวนหลวงอันร่มรื่น ทรงทอดพระเนตรเห็นดาบสชราผู้หนึ่ง นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ผมขาวโพลน เดินทางอย่างโซซัดโซเซ ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาเหม่อลอย แสดงถึงความเหนื่อยล้าและอดอยาก
“ดูก่อนท่านดาบส” พระเจ้าสีวิราชตรัสถามด้วยความสงสาร “เหตุไฉนท่านจึงมีสภาพเช่นนี้ ดูเหมือนจะทุกข์ยากลำบากยิ่งนัก”
ดาบสชราเงยหน้าขึ้นมองพระเจ้าสีวิราช ด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ข้าแต่พระมหากษัตริย์ผู้ทรงธรรม ข้าพเจ้าเป็นดาบสผู้บำเพ็ญพรตมานานปี แต่บัดนี้ ข้าพเจ้าแก่ชราแล้ว ร่างกายไม่อำนวยให้หาอาหารได้เช่นเคย วันนี้ข้าพเจ้าไม่ได้เสวยอาหารมาสามวันแล้ว ท้องไส้ปั่นป่วน ร่างกายอ่อนแรง”
พระเจ้าสีวิราชทรงรู้สึกสะเทือนพระทัยเป็นยิ่งนัก ทรงไม่เคยเห็นใครอดอยากเช่นนี้มาก่อน “โอ...ช่างน่าสงสารเหลือเกิน ท่านดาบส อย่าได้กังวล ข้าพเจ้าจะจัดหาอาหารอันโอชะมาให้ท่านทันที”
ทรงลุกขึ้นจากพระที่นั่งทันที แล้วตรัสสั่งให้ข้าราชบริพารรีบไปนำอาหารเลิศรสที่ปรุงอย่างดี พร้อมด้วยน้ำหวานมาถวายดาบสชรา เมื่อดาบสชราได้เสวยอาหารแล้ว ก็มีกำลังวังชาขึ้นมาทันที สีหน้ากลับมาสดใส
“ข้าแต่พระมหากษัตริย์ผู้ทรงมีเมตตา” ดาบสชรากล่าว “ข้าพเจ้าไม่เคยได้รับความเมตตาเช่นนี้มาก่อน ช่างเป็นบุญของข้าพเจ้ายิ่งนัก”
ขณะที่ดาบสชรากำลังจะจากไป พระเจ้าสีวิราชทรงมีพระดำริขึ้นมาว่า “เราได้ให้ทานแก่ผู้อื่นมามากแล้ว แต่เรายังไม่เคยให้ทานอันบริสุทธิ์ที่สุด คือให้ทานอวัยวะของเราเอง การให้ทานอวัยวะนี้ย่อมเป็นทานอันสูงสุด และจะเป็นการบำเพ็ญบารมีที่ยิ่งใหญ่”
เมื่อพระดำริดังนี้แล้ว พระเจ้าสีวิราชก็ทรงเรียกประชุมเหล่าเสนาบดีและข้าราชบริพาร “เรามีดำริจะบำเพ็ญทานอันสูงสุด คือการบริจาคเนตรทั้งสองข้างของเราแก่ผู้ที่ต้องการ”
เหล่าเสนาบดีและข้าราชบริพารต่างตกตะลึงกับพระดำรัสของพระมหากษัตริย์ พวกเขาทูลทัดทานด้วยความเป็นห่วง “ข้าแต่พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชน หากฝ่าบาททรงบริจาคเนตรทั้งสองข้างแล้ว จะทรงมองเห็นได้อย่างไร จะทรงปกครองบ้านเมืองได้อย่างไร ขอฝ่าบาททรงระงับพระดำริดังกล่าวเถิด”
แต่พระเจ้าสีวิราชทรงแน่วแน่ในพระดำริ “เราได้ตั้งจิตอธิษฐานไว้แล้วว่าจะบำเพ็ญทานอันสูงสุด หากมีผู้ใดต้องการเนตร เราจะบริจาคให้ การปกครองบ้านเมืองนั้นอยู่ที่การบริหารด้วยปัญญา มิใช่ด้วยดวงตาเพียงอย่างเดียว”
ข่าวการตัดสินใจอันยิ่งใหญ่ของพระเจ้าสีวิราชได้แพร่กระจายออกไปทั่วราชอาณาจักร ชาวเมืองต่างพากันมาเฝ้าพระองค์เพื่อทูลขอให้ทรงระงับพระดำริ แต่พระองค์ก็ทรงยืนยันที่จะทรงทำตามพระประสงค์
ต่อมา พระเจ้าสีวิราชทรงโปรดให้ประกาศให้ทั่วทั้งอาณาจักรทราบว่า หากผู้ใดต้องการเนตร ขอให้เข้ามาทูลขอได้ โดยพระองค์จะทรงบริจาคให้เนตรของพระองค์แก่ผู้นั้น
วันเวลาผ่านไป จนกระทั่งวันหนึ่ง มีพราหมณ์ผู้หนึ่งเดินทางมาจากต่างเมือง เขาได้ยินกิตติศัพท์เรื่องการบริจาคเนตรของพระเจ้าสีวิราช จึงคิดจะมาลองทูลขอ
พราหมณ์ผู้นั้นแต่งกายด้วยชุดเก่าขาด เดินทางเข้าไปในราชสำนัก ด้วยความกังวลว่าพระเจ้าสีวิราชอาจจะเปลี่ยนพระทัย หรืออาจจะมีคนมาทูลขอไปก่อนแล้ว
เมื่อพราหมณ์ผู้นั้นมาถึงท้องพระโรง ก็ได้กราบทูลพระเจ้าสีวิราชว่า “ข้าแต่พระมหากษัตริย์ผู้ทรงบารมี ข้าพเจ้าเป็นพราหมณ์มาจากเมืองไกล ได้ยินกิตติศัพท์เรื่องการบริจาคเนตรของพระองค์ ข้าพเจ้ามีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะได้เนตรอันประเสริฐของพระองค์มาไว้ในดวงตาของข้าพเจ้า”
พระเจ้าสีวิราชทรงสดับคำทูลขอของพราหมณ์ ก็ทรงยินดีเป็นยิ่งนัก ทรงตอบด้วยเสียงอันแจ่มใส “ท่านพราหมณ์ ท่านได้มาถึงแล้ว และเราก็พร้อมที่จะให้เนตรทั้งสองข้างแก่ท่าน”
จากนั้น พระองค์ก็ทรงเรียกหมอผ่าตัดมาทำการผ่าตัดเนตรของพระองค์ ท่ามกลางความตกตะลึงของเหล่าข้าราชบริพารและประชาชนที่มามุงดู
เมื่อการผ่าตัดเสร็จสิ้นลง พระเจ้าสีวิราชทรงประทับนิ่งด้วยความเจ็บปวด แต่พระพักตร์ยังคงเปี่ยมไปด้วยความปีติยินดีที่ได้บำเพ็ญทานอันสูงสุด
พราหมณ์ผู้ได้รับเนตรไปนั้น รู้สึกปลื้มปิติเป็นที่สุด เมื่อเขาได้มองเห็นโลกด้วยเนตรของพระมหากษัตริย์ผู้ทรงธรรม ก็รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ
แม้ว่าพระเจ้าสีวิราชจะทรงเสียเนตรทั้งสองข้าง แต่พระองค์ก็ยังคงทรงปกครองอาณาประชาราษฎร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทรงอาศัยปัญญาและความทรงจำอันดีเลิศในการบริหารราชการแผ่นดิน ทรงมีพระราชดำรัสที่ชาญฉลาด และทรงตัดสินปัญหาต่างๆ ได้อย่างยุติธรรม
เรื่องราวของพระเจ้าสีวิราชผู้ทรงสละเนตรของตนเองเพื่อบำเพ็ญทานอันสูงสุด ได้เลื่องลือไปทั่วสารทิศ ผู้คนต่างยกย่องสรรเสริญในพระบารมีและความเสียสละอันยิ่งใหญ่
ในวันต่อมา ขณะที่พระเจ้าสีวิราชประทับอยู่บนพระแท่น ทรงรู้สึกถึงความว่างเปล่าในดวงตา แต่ก็ทรงรู้สึกถึงความสุขและความปีติในหัวใจ ทรงระลึกถึงพระพุทธศาสนา และทรงปรารถนาที่จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในภายภาคหน้า
แล้ววันหนึ่ง เมื่อพระเจ้าสีวิราชกำลังประทับอยู่ ทรงได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า มีนักบวชลัทธิอื่นมาปลอมตัวเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเสีย
พระเจ้าสีวิราชทรงไม่สบายพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงดำริว่า หากพระองค์มีเนตร ก็จะทรงออกไปตรวจสอบ และจัดการกับนักบวชปลอมเหล่านั้นได้
ด้วยความตั้งมั่นในพระบารมี ทรงอธิษฐานว่า “หากข้าพเจ้าได้บำเพ็ญทานอันยิ่งใหญ่มาแล้ว ขอให้เนตรของข้าพเจ้าจงกลับคืนมา”
ทันใดนั้นเอง ปาฏิหาริย์ก็บังเกิดขึ้น เนตรทั้งสองข้างของพระเจ้าสีวิราชก็กลับคืนมาดังเดิม สว่างไสวและคมชัดกว่าเดิมเสียอีก
พระเจ้าสีวิราชทรงดีพระทัยเป็นยิ่งนัก ทรงได้เนตรคืนมาด้วยพละกำลังแห่งบารมี ทรงรีบเสด็จออกไปตรวจสอบ แล้วก็พบว่ามีนักบวชลัทธิอื่นจริงดังข่าว จึงทรงจัดการกับบุคคลเหล่านั้นอย่างเด็ดขาด เพื่อรักษาความบริสุทธิ์แห่งพระพุทธศาสนา
หลังจากนั้น พระเจ้าสีวิราชก็ทรงครองราชสมบัติต่อไป ทรงปกครองบ้านเมืองด้วยทศพิธราชธรรม และทรงเป็นแบบอย่างแห่งการเสียสละและการบำเพ็ญทานอันสูงสุด ให้แก่ชนรุ่นหลังตลอดไป
การเสียสละที่แท้จริง ไม่ใช่การสูญเสีย แต่คือการได้รับสิ่งที่มีค่ากว่า การให้ทานย่อมนำมาซึ่งบุญบารมี และเป็นหนทางสู่การหลุดพ้น
พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญทานบารมีอย่างถึงที่สุด ด้วยการสละเนตรอันเป็นอวัยวะสำคัญที่สุด เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น และเพื่อแสดงถึงความไม่ยึดติดในวัตถุ
— In-Article Ad —
การเสียสละที่แท้จริง ไม่ใช่การสูญเสีย แต่คือการได้รับสิ่งที่มีค่ากว่า การให้ทานย่อมนำมาซึ่งบุญบารมี และเป็นหนทางสู่การหลุดพ้น
บารมีที่บำเพ็ญ: พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญทานบารมีอย่างถึงที่สุด ด้วยการสละเนตรอันเป็นอวัยวะสำคัญที่สุด เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น และเพื่อแสดงถึงความไม่ยึดติดในวัตถุ
— Ad Space (728x90) —
61เอกนิบาตความเห็นผิดที่นำไปสู่หายนะณ แคว้นอวันตีอันไพบูลย์ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่อาณาจักรยังคงเต็มไ...
💡 ความเห็นผิดที่นำไปสู่การเบียดเบียนผู้อื่น ย่อมนำมาซึ่งหายนะ การบำเพ็ญกุศลและมีจิตเมตตาย่อมนำมาซึ่งความสุข.
478เตรสกนิบาตพระโพธิสัตว์กับลิงเจ็ดตนณ เชิงเขาหิมาลัยอันยิ่งใหญ่ ปกคลุมไปด้วยหิมะขาวโพลน ป่าสนเขียวขจีสลับกับทุ่ง...
💡 ความเพียรพยายาม ความอดทน และความไม่ท้อถอย แม้ในยามยากลำบาก จะนำพาไปสู่ความสำเร็จเสมอ.
200ทุกนิบาตมหาปังกาชาดกกาลครั้งหนึ่ง ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ทรงดำรงพระชาติเป็น 'มหาปังกา' ช้างพลายผู้ยิ่งใหญ่...
💡 การรู้จักประมาณตน คือการรู้จักความสามารถที่แท้จริงของตนเอง และใช้มันให้เป็นประโยชน์ การโอ้อวด หรือพยายามเป็นในสิ่งที่เราไม่ใช่ อาจนำมาซึ่งความเดือดร้อนและภยันตราย
71เอกนิบาตมุฏฐิละชาดก ในอดีตกาลนานมาแล้ว ณ กรุงพาราณสีอันรุ่งเรือง พระโพธิสัตว์ทรงอุบัติเป็นพราหมณ์หนุ่มผู้มี...
💡 ความประมาทนำมาซึ่งความเสื่อม การให้อภัยและการให้โอกาสย่อมนำมาซึ่งการเริ่มต้นใหม่ ความเมตตาและการช่วยเหลือผู้อื่น เป็นคุณธรรมอันประเสริฐที่นำมาซึ่งความสุขที่แท้จริง
8เอกนิบาตมหาสุตโสมชาดก ในสมัยพุทธกาล ขณะที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประทับอยู่ ณ วัดพระเชตวัน เมืองสาวัตถี ท...
💡 กามคุณเป็นสิ่งลวงตา นำมาซึ่งความทุกข์ หากไม่รู้จักประมาณตนและยับยั้งชั่งใจ
247ทุกนิบาตมหาปทุมชาดกกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในดินแดนอันไพศาล มีนครอันงดงามนามว่า มิถิลา นครแห่งนี้รุ่งเรืองด้ว...
💡 ความเมตตาและการให้อภัยสามารถเปลี่ยนแปลงจิตใจที่แข็งกระด้างและนำพามาซึ่งความสงบสุขได้
— Multiplex Ad —