
ณ ดินแดนอันอุดมสมบูรณ์แห่งหนึ่ง นามว่า 'มัสสิสัปปะ' ซึ่งเป็นที่อยู่ของเหล่าดาบสผู้ทรงศีล มีฤาษีตนหนึ่งนามว่า 'สุจิตตะ' ผู้มีจิตใจงดงาม เกรงกลัวต่อบาป และบำเพ็ญพรตอยู่ในป่าอย่างสันโดษ วันหนึ่ง ขณะที่ท่านกำลังบำเพ็ญเพียรอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ จู่ๆ ก็มีพายุใหญ่โหมกระหน่ำอย่างไม่ทันตั้งตัว ลมพัดแรงจนต้นไม้โยกคลอน กิ่งก้านใบไม้ปลิวว่อน
ท่ามกลางความโกลาหลนั้นเอง พราหมณ์หนุ่มผู้หนึ่งนามว่า 'พราหมทัตตะ' ซึ่งกำลังเดินทางแสวงบุญอยู่ก็พลัดหลงเข้ามาในป่า เขาเห็นสภาพอากาศแปรปรวนก็ตกใจยิ่งนัก จึงรีบวิ่งหาที่หลบภัย และสายตาของเขาก็พลันไปพบกับอาศรมอันสงบเงียบของสุจิตตะฤาษี
“ท่านฤาษีผู้เจริญ ขอรับกระผมด้วยพราหมณ์หนุ่ม พลัดหลงมาเพราะพายุใหญ่ ขอความเมตตาโปรดให้กระผมได้หลบภัยในอาศรมของท่านด้วยเถิด” พราหมทัตตะร้องขอด้วยน้ำเสียงร้อนรน
สุจิตตะฤาษีผู้มีจิตใจเปี่ยมด้วยเมตตาเมื่อได้ยินเสียงร้องขอ ก็ลุกขึ้นเดินออกมาต้อนรับ “มาเถิดพราหมณ์หนุ่ม ไม่ต้องกลัว พายุนี้ไม่นานก็คงสงบ จงเข้ามาพักในอาศรมนี้ก่อน”
พราหมทัตตะรู้สึกโล่งใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับความช่วยเหลือ เขาเข้าไปในอาศรมและนั่งลงอย่างสงบ ขณะที่พายุยังคงพัดกระหน่ำอยู่ภายนอก ฤาษีสุจิตตะก็เข้าไปเตรียมน้ำปานะและผลไม้มาถวายแก่พราหมณ์หนุ่ม
“ท่านพราหมณ์ เชิญดื่มน้ำปานะและรับประทานผลไม้นี้ก่อน เพื่อคลายความเหนื่อยล้า” ฤาษีกล่าว
“ขอบคุณท่านฤาษีผู้มีเมตตา” พราหมทัตตะรับมาด้วยความซาบซึ้งใจ เขารับประทานไปพลางก็สังเกตดูความเป็นอยู่ของฤาษีสุจิตตะด้วยความทึ่ง ฤาษีใช้ชีวิตเรียบง่าย ท่ามกลางธรรมชาติที่บริสุทธิ์
เมื่อพายุสงบลงแล้ว พราหมทัตตะก็กราบลาฤาษีสุจิตตะเพื่อเดินทางต่อไป “ขอบคุณท่านฤาษีเป็นอย่างสูงที่ได้ช่วยเหลือกระผมไว้ ขอให้ท่านจงประสบแต่ความสุขความเจริญ”
“ขอให้พราหมณ์จงเดินทางปลอดภัย” ฤาษีสุจิตตะกล่าวอวยพร
หลังจากพราหมทัตตะจากไปแล้ว วันหนึ่ง สุจิตตะฤาษีก็ดำริที่จะสร้างกุฏิหลังเล็กๆ ขึ้นเพื่อเป็นที่พักอาศัยที่มั่นคงยิ่งขึ้น ท่านได้เริ่มหาไม้ หาใบไม้ และวัสดุธรรมชาติอื่นๆ มาเตรียมไว้
ขณะที่กำลังทำงานอยู่นั้นเอง พราหมทัตตะก็กลับมาอีกครั้ง เขาเดินทางผ่านมาทางนี้พอดี และเห็นสุจิตตะฤาษีกำลังตั้งหน้าตั้งตาทำงานอยู่
“ท่านฤาษี! ยังจำกระผมได้หรือไม่?” พราหมทัตตะเอ่ยทัก
สุจิตตะฤาษีมองเห็นก็จำได้ทันที “อ้อ พราหมณ์หนุ่ม ยินดีต้อนรับอีกครั้ง”
“ท่านฤาษีกำลังทำสิ่งใดอยู่หรือ?” พราหมทัตตะถาม
“อาตมากำลังจะสร้างกุฏิหลังใหม่ เพราะหลังเก่าเริ่มชำรุดทรุดโทรม” ฤาษีตอบ
พราหมทัตตะเห็นดังนั้น ก็เกิดความคิดที่จะช่วยเหลือฤาษี เขาจึงกล่าวว่า “ท่านฤาษี หากท่านไม่รังเกียจ กระผมขออาสาช่วยท่านสร้างกุฏิหลังนี้เอง”
สุจิตตะฤาษีรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง “หากพราหมณ์ไม่รังเกียจ อาตมาก็ยินดีอย่างยิ่ง”
ทั้งสองจึงช่วยกันสร้างกุฏิอย่างแข็งขัน พราหมทัตตะใช้พละกำลังที่มีช่วยยกไม้ ช่วยแบกหาม ส่วนสุจิตตะฤาษีก็ใช้ความรู้ความชำนาญในการก่อสร้าง วางแผน และตกแต่ง
ไม่นานนัก กุฏิหลังใหม่ที่แข็งแรงและสวยงามก็เสร็จสมบูรณ์ ทั้งสองเหน็ดเหนื่อยแต่ก็มีความสุข
“กุฏิหลังนี้สวยงามมากจริงๆ” พราหมทัตตะกล่าวชื่นชม
“ทั้งหมดนี้ก็ด้วยความช่วยเหลือของพราหมณ์” ฤาษีสุจิตตะกล่าว
“ไม่เลยครับท่านฤาษี ท่านคือผู้ชี้แนะและควบคุมงาน กระผมเป็นเพียงผู้ช่วย” พราหมทัตตะกล่าวถ่อมตน
หลังจากนั้น พราหมทัตตะก็กล่าวลาฤาษีสุจิตตะอีกครั้ง
“ท่านฤาษี กระผมต้องขอตัวไปก่อน ขอให้ท่านมีความสุขกับการอยู่กุฏิหลังใหม่นี้”
“ขอให้พราหมณ์จงเดินทางปลอดภัย และจงเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนา” ฤาษีสุจิตตะกล่าว
เมื่อพราหมทัตตะเดินทางจากไปแล้ว สุจิตตะฤาษีก็เข้าไปพักในกุฏิหลังใหม่ ท่านรู้สึกสบายใจและมีความสุขยิ่งนัก
ต่อมาไม่นาน พระราชาแห่งแคว้นนั้น ซึ่งเป็นผู้ทรงธรรมและมีเมตตา ได้ทรงทราบถึงกิตติศัพท์ของสุจิตตะฤาษี พระองค์จึงเสด็จมาเยี่ยมเยียน
“ท่านฤาษี ผู้ทรงศีล ข้าพเจ้าได้ยินกิตติศัพท์ของท่านมานาน วันนี้จึงใคร่ขอมาสักการะ” พระราชาตรัส
“ถวายพระพรพระมหาราชเจ้า ผู้เจริญ” ฤาษีสุจิตตะถวายความเคารพ
พระราชาทรงทอดพระเนตรเห็นกุฏิหลังใหม่ก็ทรงตรัสถาม “กุฏิหลังนี้ช่างดูแข็งแรงและสวยงามยิ่งนัก ใครเป็นผู้สร้าง?”
“กุฏิหลังนี้ สร้างขึ้นด้วยความช่วยเหลือของพราหมณ์หนุ่มนามว่า พราหมทัตตะ ซึ่งเป็นผู้มีจิตใจดี” ฤาษีสุจิตตะกราบทูล
พระราชาทรงประทับใจในน้ำใจของพราหมทัตตะ และทรงชื่นชมในความเรียบง่ายและความดีงามของสุจิตตะฤาษี พระองค์จึงมีรับสั่งให้เหล่าข้าราชบริพารนำเครื่องบรรณาการมามอบให้แก่ฤาษี
“ท่านฤาษี ข้าพเจ้าขอถวายเครื่องบรรณาการเหล่านี้ เพื่อเป็นการตอบแทนน้ำใจอันประเสริฐของท่าน และเพื่อเป็นการส่งเสริมการบำเพ็ญพรตของท่าน”
“ข้าพเจ้าขอรับไว้ด้วยความขอบคุณ แต่ขอถวายเครื่องบรรณาการบางส่วนแก่คณะสงฆ์ และบางส่วนแก่ผู้ยากไร้” ฤาษีสุจิตตะกล่าว
พระราชาทรงเลื่อมใสในพระทัยของฤาษีมากยิ่งขึ้น พระองค์ทรงมีพระราชดำริที่จะพระราชทานทรัพย์สินเงินทองให้แก่สุจิตตะฤาษี
“ท่านฤาษี หากท่านต้องการสิ่งใด หรือต้องการความช่วยเหลือใดๆ จงบอกข้าพเจ้าได้เสมอ”
“ข้าพเจ้าขอถวายพระพรว่า อาตมามีความสุขตามอัตภาพแล้ว ขอเพียงมีที่พักอันสงบและอาหารพอเพียงเท่านั้น” ฤาษีสุจิตตะกราบทูล
พระราชาทรงเห็นว่าสุจิตตะฤาษีนั้นเป็นผู้ที่ไม่ยึดติดในวัตถุ และมีความสันโดษอย่างแท้จริง จึงทรงยกย่องสรรเสริญเป็นอย่างมาก
เรื่องราวของสุจิตตะฤาษีและพราหมทัตตะ ได้ถูกเล่าขานต่อกันไปในหมู่ผู้คน ว่าด้วยเรื่องของมิตรภาพ ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และการไม่ยึดติดในลาภสักการะ
สุดท้าย สุจิตตะฤาษีก็ดำรงตนอยู่ในธรรม จนกระทั่งละสังขารไปตามกาลเวลา
— In-Article Ad —
การช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความจริงใจย่อมนำมาซึ่งมิตรภาพและความสุข การมีจิตใจที่สันโดษ ไม่ยึดติดในวัตถุ ย่อมนำมาซึ่งความสงบที่แท้จริง
บารมีที่บำเพ็ญ: เมตตา, กรุณา, สันโดษ
— Ad Space (728x90) —
356ปัญจกนิบาตมหาโควินทชาดกณ เมืองพาราณสี อันรุ่งเรืองด้วยการค้าขายและความเจริญตา มีกษัตริย์ผู้ทรงคุณธรรมนามว่า พร...
💡 ความรู้และปัญญาที่แท้จริงย่อมนำพาไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้อง และการมองเห็นสัจธรรมแห่งชีวิต
58เอกนิบาตความโลภที่ไม่สิ้นสุดณ ชายฝั่งทะเลอันกว้างใหญ่ ในดินแดนที่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ มีหมู่บ้านชาวประม...
💡 ความโลภที่ไม่มีที่สิ้นสุดย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ การรู้จักพอเพียงคือความสุขที่แท้จริง.
254ติกนิบาตสุริยโชตรชาดก (ครั้งที่ 2) กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นกาสี มีพระราชาผู้ทรงธรรมปกครองเมืองพาราณสี...
💡 การบำเพ็ญเพียรทางจิต มิใช่การหนีโลก แต่เป็นการแสวงหาความสุขที่แท้จริง และการช่วยเหลือผู้อื่นนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการบำเพ็ญบารมี
15เอกนิบาตอัฏฐิสมาทปนชาดก ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ ป่าหิมพานต์อันกว้างใหญ่ไพศาล มีสัตว์ป่าน้อยใหญ่อาศัยอยู่...
💡 การช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนย่อมนำมาซึ่งความสุขและความเจริญ.
255ติกนิบาตมหาสารชาดก ณ เมืองพาราณสี อันเป็นศูนย์กลางแห่งการค้าและวัฒนธรรม มีบุตรชายของมหาเศรษฐีผู้หนึ่ง นามว่า...
💡 การตระหนี่ถี่เหนียว นำมาซึ่งความทุกข์ การแบ่งปัน นำมาซึ่งความสุขที่แท้จริง
181ทุกนิบาตปาสูริยชาดก (เรื่องนก) ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในยุคที่พระโพธิสัตว์ทรงเวียนว่ายตายเกิดเป็นนกกาเหว่าผู้ป...
💡 ความเห็นแก่ตัวและความโลภย่อมนำมาซึ่งภัยพิบัติ
— Multiplex Ad —