
ณ แคว้นมถุรา อันเป็นแคว้นที่อุดมสมบูรณ์และมีผู้คนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก มีบุรุษผู้หนึ่งนามว่า 'ทิสะ' เขาเป็นคนมีนิสัยขี้เหนียว ไม่ชอบช่วยเหลือใคร และมักจะคิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้ง วันหนึ่ง ทิสะได้เดินทางไปยังเมืองข้างเคียงเพื่อทำการค้าขาย ขณะที่เขากำลังเดินผ่านตลาดอันคึกคัก เขาก็ได้ยินเสียงประกาศจากวังหลวง
“ประกาศ! ประกาศ! พระราชาทรงมีประกาศให้ประชาชนทุกคนนำเครื่องบรรณาการมาถวายแด่พระองค์ในวันพรุ่งนี้ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตาม จะต้องรับโทษ!”
ทิสะได้ยินดังนั้นก็รู้สึกไม่พอใจ เขาคิดว่าการที่พระราชาจะเรียกเอาทรัพย์สินจากประชาชนนั้นเป็นการเอาเปรียบอย่างยิ่ง
“ทำไมต้องเสียทรัพย์ไปให้พระราชาด้วยนะ เขาจะเอาไปทำอะไรก็ไม่รู้” ทิสะบ่นพึมพำกับตัวเอง
เมื่อกลับถึงบ้าน ทิสะก็ไปค้นหาสิ่งของที่จะนำไปถวายพระราชา แต่ด้วยความขี้เหนียวของเขา เขาจึงเลือกเอาผลมะม่วงที่เริ่มจะเน่าเสียไปเพียงผลเดียว
“ผลนี้ก็ดูดีแล้ว เอาไปถวายพระราชาคงไม่ว่าอะไร” ทิสะคิด
ในวันรุ่งขึ้น ทิสะก็รีบเดินทางไปยังวังหลวงพร้อมกับผลมะม่วงที่เขาเลือกมา เมื่อไปถึงหน้าวัง เขาเห็นประชาชนมากมายต่างก็นำสิ่งของมีค่ามาถวาย บ้างก็นำทองคำ บ้างก็นำผ้าแพรอย่างดี บ้างก็นำอาหารเลิศรส
เมื่อถึงคิวของทิสะ เขาก็ยื่นผลมะม่วงที่เริ่มจะเน่าเสียแก่เจ้าหน้าที่
“นี่! มะม่วงของข้า!” ทิสะกล่าว
เจ้าหน้าที่มองดูผลมะม่วงด้วยความแปลกใจและไม่พอใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระราชา
เมื่อพระราชาทรงเห็นผลมะม่วงของทิสะ ก็ทรงรู้สึกขัดพระทัยเป็นอย่างยิ่ง
“นี่หรือเครื่องบรรณาการที่เจ้าทิสะนำมาถวาย?” พระราชาตรัสถาม
“ใช่พะย่ะค่ะ” ทิสะตอบอย่างไม่สะทกสะท้าน
พระราชาทรงกริ้วมาก “เจ้ากล้าดียังไงนำสิ่งของที่ไร้ค่ามาถวายเราอย่างนี้!”
“ก็ข้าพเจ้ามีแค่นี้” ทิสะตอบ
พระราชาทรงไม่พอพระทัยอย่างยิ่ง จึงมีรับสั่งให้ลงโทษทิสะ
“นำตัวมันไปโบยให้หลังลาย แล้วขับไล่ออกจากเมือง!”
ทิสะถูกลงโทษตามพระราชดำรัส เขาถูกโบยจนหลังลาย และถูกขับไล่ออกจากเมืองมถุรา
เมื่อถูกขับไล่ออกจากเมือง ทิสะก็รู้สึกเสียใจและโกรธแค้นเป็นอย่างมาก เขาเดินเร่ร่อนไปอย่างไร้จุดหมาย
ในขณะเดียวกัน ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เทพเจ้าผู้เป็นใหญ่ คือ 'พระอินทร์' ก็ทรงทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
พระอินทร์ทรงดำริว่า “ทิสะผู้นี้เป็นผู้ที่ขาดทานบารมีอย่างยิ่ง สมควรแล้วที่เขาจะได้รับผลกรรมจากการกระทำของตน”
วันหนึ่ง ขณะที่ทิสะกำลังเดินโซซัดโซเซอยู่ริมทาง เขาก็พลันเห็นพระอาทิตย์กำลังขึ้น เขาจึงกล่าวกับพระอาทิตย์ว่า
“โอ้ พระอาทิตย์ผู้ส่องสว่าง ท่านคงจะหิวมาก ท่านควรจะหาอะไรทาน”
พระอาทิตย์ที่แท้จริงแล้วคือพระอินทร์แปลงกายมา ก็ทรงยิ้มและกล่าวว่า
“เจ้าเองก็คงจะหิวเช่นกัน”
แล้วพระอินทร์ก็ทรงเนรมิตอาหารทิพย์อันโอชะมาวางตรงหน้าทิสะ
“เชิญท่านทิสะ รับประทานอาหารนี้เสีย”
ทิสะเห็นอาหารทิพย์ก็ตื่นเต้นดีใจ เขาไม่เคยเห็นอาหารที่น่าทานเช่นนี้มาก่อน จึงรีบรับประทานทันที
เมื่อรับประทานอาหารเสร็จแล้ว ทิสะก็กล่าวว่า
“ขอบคุณท่าน… ผู้มีบุญคุณ”
พระอินทร์ (ในร่างพระอาทิตย์) ก็ตอบว่า
“หากเจ้ามีสิ่งใดจะมอบให้แก่เรา จงมอบมาเถิด”
ทิสะก็ตอบอย่างไม่คิดอะไร “ข้าพเจ้าไม่มีสิ่งใดจะให้ท่านเลย”
“เช่นนั้น เจ้าก็จงมอบ ‘ความไม่ชอบใจ’ ให้แก่เราเถิด” พระอินทร์กล่าว
ทิสะก็ตอบตกลง “ได้! ข้าพเจ้ายก ‘ความไม่ชอบใจ’ ของข้าพเจ้าให้แก่ท่าน”
เมื่อทิสะกล่าวเช่นนั้น ทิสะก็รู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด ความรู้สึกโกรธแค้นและไม่พอใจที่เคยมีก็หายไป
หลังจากนั้น พระอินทร์ก็ทรงแสดงตนให้ทิสะเห็น
“เราคือพระอินทร์ ผู้เป็นใหญ่แห่งสวรรค์”
ทิสะเมื่อได้เห็นพระอินทร์ก็ตกใจเป็นอย่างยิ่ง
“ท่าน… ท่านคือพระอินทร์หรือ?”
“ใช่” พระอินทร์ตอบ “ที่เราทำเช่นนี้ ก็เพื่อจะสอนให้เจ้าเห็นถึงคุณค่าของการให้และการแบ่งปัน
“เมื่อเจ้าถูกลงโทษ เจ้าก็โทษพระราชา โทษคนอื่น แต่เจ้าไม่เคยคิดถึงความผิดของตนเอง เจ้าเป็นคนขี้เหนียว ไม่รู้จักการให้ เมื่อเจ้าไม่รู้จักให้ แม้แต่ของที่ไร้ค่าที่สุด เจ้าก็ยังเสียดาย
“การให้ที่แท้จริง ไม่ใช่การให้สิ่งที่ไร้ค่า แต่คือการให้ด้วยใจที่ยินดี การให้ที่ได้มาด้วยความลำบาก หรือการให้ด้วยความโลภนั้น หาใช่การให้ที่แท้ไม่
“เจ้าจงนำคำสอนนี้ไปพิจารณา และจงกลับไปแก้ไขตนเองเสีย”
หลังจากนั้น พระอินทร์ก็ทรงอันตรธานหายไป
ทิสะเมื่อได้ฟังคำสอนของพระอินทร์ ก็รู้สึกสำนึกผิดเป็นอย่างมาก เขาเข้าใจแล้วว่าเหตุใดเขาจึงต้องได้รับผลกรรมเช่นนี้
เขาตัดสินใจที่จะกลับไปแก้ไขตนเอง เขาเดินทางกลับไปยังเมืองมถุรา และเมื่อได้พบกับพระราชา เขาก็ได้กราบขอขมา และกล่าวว่าจะขอเริ่มต้นชีวิตใหม่
“ข้าพเจ้าขออภัยในความผิดของข้าพเจ้าพะย่ะค่ะ” ทิสะกล่าว
พระราชาทรงเห็นถึงความสำนึกผิดของทิสะ จึงทรงยกโทษให้ และอนุญาตให้เขากลับมาอยู่ในเมืองได้
ตั้งแต่นั้นมา ทิสะก็เปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองอย่างสิ้นเชิง เขาเริ่มจากการทำทานเล็กๆ น้อยๆ เช่น การแบ่งปันอาหารให้แก่คนยากจน การช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก
เมื่อเขาเริ่มรู้จักการให้ เขาก็พบว่าชีวิตมีความสุขมากขึ้น ความขี้เหนียวและความโลภก็ค่อยๆ หายไป
ในที่สุด ทิสะก็กลายเป็นผู้ที่รู้จักการให้และแบ่งปันอย่างแท้จริง เขาได้รับความรักและความเคารพจากผู้คนในเมือง และดำรงชีวิตอยู่อย่างมีความสุข
— In-Article Ad —
การไม่รู้จักให้และการยึดติดในวัตถุ ย่อมนำมาซึ่งความทุกข์ยากและการลงโทษ การรู้จักแบ่งปันและให้ด้วยใจที่ยินดี ย่อมนำมาซึ่งความสุข ความเจริญ และการอภัย
บารมีที่บำเพ็ญ: ทานบารมี, เมตตา, สัจจะ
— Ad Space (728x90) —
242ทุกนิบาตสุวรรณทิฏฐิชาดก ณ แคว้นมคธอันอุดมสมบูรณ์ ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่พระโพธิสัตว์ทรงอุบัติเป็นมนุษ...
💡 ความตระหนี่เป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ การให้ทานเป็นการสร้างบุญบารมี อันจะนำมาซึ่งความสุขและความเจริญ
317จตุกกนิบาตมหาธนุปชาดกในอดีตกาล เมื่อครั้งที่พระโพธิสัตว์ทรงเวียนว่ายอยู่ในสังสารวัฏ ทรงได้อุบัติเป็น 'ธนู' อัน...
💡 พลังที่แท้จริงอยู่ที่การใช้ปัญญาและเมตตาควบคู่ไปกับการแสดงกำลัง
216ทุกนิบาตนฬกชาดก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่พระพุทธเจ้ายังทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง...
💡 ความเมตตาและการเสียสละย่อมสามารถเปลี่ยนแปลงจิตใจของผู้อื่นได้ แม้แต่ผู้ที่เคยมีจิตใจเป็นอกุศล ก็สามารถกลับมาเป็นผู้มีจิตใจดีงามได้ หากได้รับการแสดงความเมตตาอย่างแท้จริง
213ทุกนิบาตสุณีตกชาดกณ แคว้นโกศล อันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยพืชพรรณธัญญาหาร ปกครองโดยพระเจ้าพรหมทัต ผู้ทรงธรรม แต่ทว่า...
💡 การใส่ร้ายป้ายสีผู้อื่นโดยไม่มีหลักฐาน เป็นการกระทำที่ผิดและนำมาซึ่งความเดือดร้อน การพูดความจริงและยึดมั่นในความซื่อสัตย์ คือสิ่งสำคัญในการอยู่ร่วมกันในสังคม.
212ทุกนิบาตมหาสโลนชาดกณ ป่าใหญ่แห่งหนึ่งที่ปกคลุมไปด้วยหมอกหนาทึบ มีถ้ำแห่งหนึ่งเป็นที่อาศัยของพญานาคตนหนึ่งซึ่...
💡 ความประมาทเป็นหนทางแห่งความเสื่อม การมีสติปัญญาและไหวพริบ สามารถช่วยให้เราเอาชนะอุปสรรคที่คาดไม่ถึงได้ การสำนึกผิดและปรับปรุงตนเอง คือจุดเริ่มต้นของการพัฒนา.
182ทุกนิบาตมหาอุตตระชาดก ในสมัยพุทธกาล ณ แคว้นกาสี มีนครชื่อว่า โกสัมพี เมืองแห่งความเจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่ง ...
💡 ความบริสุทธิ์แห่งจิตใจและศรัทธา นำมาซึ่งการปลดปล่อยและผลบุญ
— Multiplex Ad —