สกุณชาดก
ในอดีตกาลอันไกลโพ้น ณ ป่าหิมพานต์อันอุดมสมบูรณ์ ที่ซึ่งเหล่าสัตว์นานาชนิดอาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข มีต้นไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้าแผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา ปกคลุมผืนดินด้วยม่านสีเขียวขจี มีลำธารใสไหลเย็นเป็นประกาย สะท้อนแสงแดดเป็นลำแสงระยิบระยับ เสียงนกน้อยร้องเจื้อยแจ้ว เสียงลมพัดใบไม้ไหวประสานกันเป็นเพลงแห่งธรรมชาติ ช่างเป็นสถานที่อันร่มรื่นและเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา
บนกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง มีรังนกของพระโพธิสัตว์ ผู้ซึ่งจุติมาเกิดเป็นนกผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด มีจิตใจเมตตา และมีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วป่า ด้วยความสามารถในการมองเห็นถึง 3 โยชน์ (ประมาณ 48 กิโลเมตร) และมีความสามารถพิเศษในการรู้ว่าสิ่งใดจะเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น พระโพธิสัตว์มีนามว่า "มหาสกุณะ" ท่านอาศัยอยู่กับภรรยาผู้เป็นที่รักของท่าน ซึ่งเป็นนกที่งดงามและมีจิตใจดีงามเช่นกัน
วันหนึ่ง ขณะที่มหาสกุณะกำลังบินร่อนอยู่เหนือผืนป่าอย่างอิสระ ดวงตาอันคมกริบของท่านก็เหลือบไปเห็นสิ่งที่ทำให้ใจของท่านพลันสะดุ้งโหยง ณ บริเวณเชิงเขาแห่งหนึ่ง ที่เคยเป็นที่ราบกว้างขวาง เขียวชอุ่มด้วยหญ้านานาชนิด บัดนี้กลับกลายเป็นภาพอันน่าสลดใจ หญ้าแห้งเหี่ยวเฉา ดินแตกระแหง ต้นไม้หลายต้นยืนต้นตาย ใบไม้ร่วงหล่นเป็นกองเกลื่อนกลาด บ่งบอกถึงความแห้งแล้งอันรุนแรงที่กำลังคุกคาม
ความกังวลฉายชัดบนใบหน้าของมหาสกุณะ ท่านรีบบินกลับรังด้วยความเร็วสูง เมื่อไปถึงก็เห็นภรรยาของท่านกำลังกกไข่อยู่ในรังด้วยความรักและทะนุถนอม
"ที่รัก! เกิดอะไรขึ้น? เหตุใดเจ้าจึงมีสีหน้าหมองเศร้าเช่นนี้?" ภรรยาของมหาสกุณะเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
มหาสกุณะสูดลมหายใจลึก พยายามระงับความร้อนรนในใจ ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงที่พยายามให้ดูเข้มแข็ง
"ข้าเห็นความแห้งแล้งกำลังคุกคามแผ่นดินแถบเชิงเขาแล้วหนา ภัยพิบัติครั้งนี้หากลุกลามออกไป สัตว์น้อยใหญ่ทั้งหลายคงจะอดอยาก ลำบากแสนสาหัส..."
ภรรยาของมหาสกุณะได้ยินดังนั้น ก็พลันเบิกตากว้างด้วยความตกใจ แต่ก็ยังคงประคองสติ
"แล้วเราจะทำอย่างไรกันดีเล่า? ข้าไม่อยากเห็นใครต้องทุกข์ทรมาน..."
มหาสกุณะมองภรรยาด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความเด็ดเดี่ยว
"ข้าจะออกเดินทางไปหาแหล่งน้ำอันบริสุทธิ์ ที่ซึ่งหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนและสรรพสัตว์ ข้าจะไปตามหา 'สระโบกขรณี' อันศักดิ์สิทธิ์ ที่เล่ากันว่ามีน้ำใสบริสุทธิ์ไม่เคยเหือดแห้ง แม้ในยามเกิดภัยพิบัติใดๆ ก็ตาม"
ภรรยาของมหาสกุณะพยักหน้าเห็นด้วย แม้จะรู้สึกหวั่นใจ แต่ก็เชื่อมั่นในความสามารถและความตั้งใจของสามี
รุ่งเช้าวันต่อมา มหาสกุณะก็ออกเดินทางตามหา "สระโบกขรณี" อันศักดิ์สิทธิ์ ท่านบินร่อนไปทั่วทิศ เบิกเนตรกวาดมองผืนดินเบื้องล่างอย่างตั้งใจ ด้วยสายตาอันคมกริบของท่าน ทำให้ท่านสามารถมองเห็นได้ไกลเกินกว่านกทั่วไป ท่านบินผ่านป่าทึบ ผ่านภูเขาสูง ผ่านทุ่งหญ้ากว้างใหญ่ แต่ก็ยังไม่พบวี่แววของสระน้ำที่ท่านตามหา
วันเวลาผ่านไป มหาสกุณะเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า แต่จิตใจของท่านยังคงมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือผู้อื่น ท่านไม่ได้ย่อท้อแม้แต่น้อย ในขณะที่กำลังบินผ่านภูเขาลูกหนึ่ง ท่านก็พลันเหลือบไปเห็นสิ่งผิดปกติบนยอดเขาแห่งนั้น มีกลุ่มคนกำลังพยายามปีนป่ายขึ้นไปบนก้อนหินขนาดใหญ่ด้วยท่าทีที่อ่อนแรง ใบหน้าของพวกเขาซีดเซียว ดวงตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
ด้วยความสงสัย มหาสกุณะจึงร่อนลงไปใกล้ๆ และสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิด ท่านได้ยินเสียงกระเส่าของพวกเขา
"โอ้... น้ำ! ข้าต้องการน้ำเหลือเกิน! ร่างกายของข้ากำลังจะแห้งผาก..."
มหาสกุณะจึงบินไปเกาะอยู่บนกิ่งไม้ใกล้ๆ กลุ่มคนเหล่านั้น และเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"ท่านทั้งหลาย มีเรื่องอันใดจึงได้มาลำบากอยู่บนยอดเขานี้?"
ชายคนหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มเงยหน้าขึ้นมามองมหาสกุณะ ด้วยความประหลาดใจที่นกตัวหนึ่งจะพูดจาโต้ตอบได้
"เราเป็นชาวบ้านจากหมู่บ้านที่อยู่เชิงเขา บัดนี้บ้านเมืองของเรากำลังประสบภัยแล้งอย่างแสนสาหัส แหล่งน้ำทุกแห่งแห้งเหือด ผู้คนอดอยาก ไม่มีน้ำแม้แต่จะดื่ม เราจึงได้พากันเดินทางมาที่นี่ หวังว่าจะพบเจอแหล่งน้ำที่ซ่อนเร้นอยู่บนภูเขาลูกนี้ แต่ก็ยังไม่พบเลย..."
มหาสกุณะได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกสงสารจับใจ ท่านจึงกล่าวปลอบโยน
"อย่าเพิ่งสิ้นหวังไปเลย ข้ากำลังออกเดินทางไปตามหาสระโบกขรณี อันศักดิ์สิทธิ์ ที่มีน้ำบริสุทธิ์ไม่เคยเหือดแห้ง หากข้าพบ ข้าจะรีบนำข่าวสารมาบอกท่านทั้งหลาย"
ชายผู้นั้นมองมหาสกุณะด้วยความหวัง
"จริงหรือ? หากท่านพบ โปรดรีบกลับมาบอกเราด้วยเถิด เราจะรอคอยข่าวสารจากท่าน"
มหาสกุณะพยักหน้ารับคำ และบินจากไป ทิ้งให้กลุ่มคนเหล่านั้นมีความหวังเล็กๆ เกิดขึ้นในหัวใจ
มหาสกุณะบินต่อไปอย่างไม่ลดละ ท่านบินผ่านเทือกเขาอันสลับซับซ้อน ผ่านป่าดงดิบที่เต็มไปด้วยอันตราย จนกระทั่งท่านได้กลิ่นอายของน้ำบริสุทธิ์ลอยมาตามลม กลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ทำให้หัวใจของท่านเต้นแรง
ท่านเร่งความเร็วตามกลิ่นไป และในที่สุด ท่านก็มองเห็นภาพอันน่าอัศจรรย์ เบื้องหน้าท่านคือ "สระโบกขรณี" อันเป็นตำนาน น้ำในสระใสราวกับแก้ว สีเขียวมรกตสะท้อนแสงแดดเป็นประกายระยิบระยับ รอบๆ สระมีดอกบัวนานาชนิดเบ่งบานส่งกลิ่นหอมอบอวล นกและสัตว์ต่างๆ มาดื่มน้ำอย่างไม่ขาดสาย บรรยากาศรอบสระเต็มไปด้วยความร่มเย็นและความสงบสุข
มหาสกุณะดื่มน้ำจากสระโบกขรณีจนชื่นใจ แล้วท่านก็รีบบินกลับไปยังหมู่บ้านของชายผู้นั้นทันที เมื่อไปถึง ท่านก็เห็นกลุ่มคนเหล่านั้นยังคงนั่งรอคอยอยู่ด้วยความหวังอันริบหรี่
"ข่าวดี! ข่าวดี! ข้าพบสระโบกขรณีแล้ว! น้ำที่นั่นใสบริสุทธิ์และไม่เคยเหือดแห้ง!" มหาสกุณะร้องบอกด้วยความปรีดา
เหล่าชาวบ้านได้ยินดังนั้น ก็พลันลุกขึ้นยืนด้วยความดีใจ น้ำตาแห่งความปลื้มปิติไหลรินออกมา
"จริงหรือ? ท่านพบแล้วจริงๆ หรือ? เราจะรอดแล้ว!"
มหาสกุณะพยักหน้า
"ใช่แล้ว! ข้าจะนำทางพวกท่านไปที่นั่น"
มหาสกุณะนำทางเหล่าชาวบ้านไปยังสระโบกขรณี พวกเขาเดินตามนกผู้มีปัญญาด้วยความศรัทธา เมื่อไปถึงสระน้ำ ทุกคนก็ดื่มกินน้ำด้วยความสำราญ ร่างกายที่อ่อนแรงพลันกลับมามีกำลังอีกครั้ง ใบหน้าของพวกเขาที่เคยซีดเซียว บัดนี้กลับมาสดใส
หลังจากนั้น มหาสกุณะก็ได้นำข่าวสารเรื่องสระโบกขรณีไปบอกแก่สัตว์อื่นๆ ที่กำลังประสบภัยแล้ง ทำให้สัตว์เหล่านั้นสามารถดำรงชีวิตอยู่รอดได้
เมื่อภัยแล้งคลี่คลายลง เหล่าชาวบ้านและสัตว์ทั้งหลายต่างก็รู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณของมหาสกุณะเป็นอย่างยิ่ง พวกเขาต่างพากันมาขอบคุณมหาสกุณะ และขอพรจากท่าน
มหาสกุณะกล่าวว่า
"ข้าเพียงทำในสิ่งที่ข้าสามารถทำได้ เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลาย การช่วยเหลือผู้อื่นย่อมนำมาซึ่งความสุขแก่ตนเองเช่นกัน"
นับแต่นั้นมา ชื่อเสียงของมหาสกุณะก็ยิ่งขจรขจายไปทั่วป่าหิมพานต์ ในฐานะนกผู้มีปัญญา เมตตา และเสียสละ การกระทำของท่านเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย
พระโพธิสัตว์ เมื่อได้บำเพ็ญพุทธกิจอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ ก็ยังได้บำเพ็ญบารมีอันสูงส่ง เป็นที่ประจักษ์แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งปวง
เรื่องราวของสกุณชาดกนี้ ได้สอนให้เราเห็นถึงความสำคัญของปัญญา ความเมตตา และการเสียสละ การที่เรามีสติปัญญาในการมองเห็นปัญหา และมีจิตใจที่พร้อมจะช่วยเหลือผู้อื่น ย่อมนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริง และยังเป็นการสร้างคุณงามความดีอันยั่งยืน
คติธรรม
ปัญญา เมตตา และการเสียสละ คือหนทางแห่งความสุขที่แท้จริง
บารมีที่บำเพ็ญ
ปัญญาบารมี, เมตตาบารมี, วิริยบารมี



