
ในสมัยที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์หนุ่มผู้มีรูปงาม ชื่อ "กุณฑล" มีบิดาชื่อ "สุเทวะ" ซึ่งเป็นพราหมณ์ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลั่นในกรุงสาวัตถี เป็นผู้มีทรัพย์สินเงินทองมากมาย เกียรติยศสูงส่ง แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้สุเทวะเสียใจและเป็นกังวลอยู่เสมอ คือบุตรชายของตนนั้นไม่สนใจในเรื่องการศึกษาเล่าเรียน แต่อย่างใด มัวแต่หมกมุ่นอยู่กับการเล่นสนุกสนานไปวันๆ.
สุเทวะพยายามตักเตือนสั่งสอน กุณฑลอยู่เสมอ แต่ดูเหมือนว่าคำพูดเหล่านั้นจะผ่านหูซ้ายทะลุหูขวาไปเสียหมด กุณฑลยังคงใช้ชีวิตไปวันๆ อย่างไม่ใส่ใจต่ออนาคต.
วันหนึ่ง สุเทวะเรียกกุณฑลเข้ามาหา พร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เจือด้วยความเหนื่อยหน่าย แต่ก็ยังคงความเมตตา:
"ลูกเอ๋ย พ่อเห็นเจ้าเป็นเช่นนี้แล้วใจหาย เจ้าเติบโตขึ้นทุกวัน แต่ก็ยังไม่รู้จักเรียนรู้วิชาความรู้ใดๆ เลย การศึกษาเล่าเรียนนั้นสำคัญนักลูก เป็นเครื่องมือที่จะพาเจ้าไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองในชีวิต หากเจ้ายังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป เมื่อพ่อจากไปแล้ว เจ้าจะมีหนทางทำมาหากินอย่างไรเล่า?"
กุณฑลได้ยินดังนั้น ก็ได้แต่ก้มหน้ามองพื้น ไม่ได้เอ่ยตอบอันใด เขาเติบโตมาในความสะดวกสบาย ไม่เคยต้องลำบาก ทำให้เขาไม่เข้าใจถึงความสำคัญของความรู้.
สุเทวะเห็นท่าทีของบุตรชาย ก็อดถอนใจไม่ได้ เขาตัดสินใจลองอีกครั้งด้วยวิธีที่แตกต่างออกไป.
"เอาล่ะ ลูกรัก พ่อจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง หากเจ้าตั้งใจเรียนรู้จนจบสิ้นวิชาจากอาจารย์ผู้มีชื่อเสียง พ่อจะมอบทรัพย์สินเงินทองทั้งหมดให้แก่เจ้า แต่หากเจ้ายังคงเป็นเช่นเดิม พ่อก็จะไม่เหลืออะไรให้เจ้าเลย"
กุณฑลได้ยินเช่นนั้น ก็เริ่มมีประกายตาขึ้นมาบ้าง เพราะเขาเป็นผู้ที่หลงใหลในรูปสมบัติเงินทองอยู่แล้ว.
"จริงหรือขอรับท่านพ่อ หากข้าพเจ้าเรียนจบแล้ว ท่านพ่อจะมอบทรัพย์สินทั้งหมดให้จริงหรือ?"
สุเทวะพยักหน้า.
"จริงแท้แน่นอน แต่เจ้าต้องพิสูจน์ให้พ่อเห็นว่าเจ้าตั้งใจเรียนรู้จริงๆ"
ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา กุณฑลก็เริ่มมีความตั้งใจที่จะเรียนรู้ เขาเลือกเรียนกับพราหมณ์ผู้เฒ่าผู้ทรงภูมิปัญญาแห่งกรุงสาวัตถี.
วันแรกที่กุณฑลไปถึงสำนักของอาจารย์ เขารู้สึกประหม่าเล็กน้อย.
"สวัสดีขอรับ ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าคือกุณฑล บุตรของท่านสุเทวะ ข้าพเจ้ามาเพื่อขอฝากตัวเป็นศิษย์ขอรับ"
อาจารย์เฒ่ามองกุณฑลด้วยสายตาที่พิจารณา.
"ยินดีต้อนรับศิษย์กุณฑล จงเข้ามาเถิด การเรียนรู้นั้นต้องอาศัยความเพียรพยายาม และจิตใจที่สงบนะ"
กุณฑลตั้งใจเรียนอย่างเต็มที่ เขาศึกษาทั้งไตรเพท เวทมนตร์คาถา และศาสตร์ต่างๆ ที่พราหมณ์ควรรู้.
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว กุณฑลได้เรียนรู้สรรพวิชาจนแตกฉาน เขาเป็นศิษย์ที่ฉลาดเฉลียว และมีความสามารถเป็นที่ประจักษ์.
เมื่อเรียนจบแล้ว กุณฑลก็กลับไปหาบิดา.
"ท่านพ่อ บัดนี้ ข้าพเจ้าได้เรียนรู้วิชาการทั้งหลายจนสำเร็จสิ้นแล้ว ท่านพ่อจะมอบทรัพย์สินให้แก่ข้าพเจ้าได้แล้วนะขอรับ"
สุเทวะมองบุตรชายด้วยความภาคภูมิใจ.
"พ่อดีใจยิ่งนักที่เห็นเจ้าเปลี่ยนแปลงไป จงมาที่คลังทรัพย์สินของพ่อ แล้วเจ้าจะได้เห็นเอง"
สุเทวะนำกุณฑลไปยังคลังสมบัติที่เก็บทรัพย์สินเงินทองมากมาย และมอบให้แก่กุณฑลทั้งหมด.
กุณฑลดีใจมาก เขาใช้ทรัพย์สินที่ได้มานั้นสร้างความสุขสบายให้แก่ตนเอง และครอบครัว.
วันเวลาผ่านไป จนกระทั่งวันหนึ่ง กุณฑลได้พบกับหญิงสาวผู้หนึ่ง ชื่อ "มัทรี" ซึ่งเป็นหญิงสาวงามผู้มีกิริยามารยาทงดงาม และมีชาติตระกูลดี.
กุณฑลตกหลุมรักมัทรีตั้งแต่แรกเห็น เขาจึงไปสู่ขอต่อบิดามารดาของนาง.
"ข้าพเจ้าคือกุณฑล พราหมณ์ผู้มีทรัพย์สินมากมาย ขออนุญาตสู่ขอมัทรีมาเป็นภรรยาของข้าพเจ้าขอรับ"
บิดามารดาของมัทรีเห็นว่ากุณฑลเป็นผู้มีชาติตระกูลดี มีทรัพย์สินสมบูรณ์ จึงตอบตกลง.
กุณฑลและมัทรีได้ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันอย่างมีความสุข.
กาลเวลาผ่านไป กุณฑลเริ่มเบื่อหน่ายกับชีวิตที่สุขสบายไร้ซึ่งปัญหา.
วันหนึ่ง กุณฑลได้ยินข่าวลือเกี่ยวกับ "พระเจดีย์แก้ว" อันเป็นสมบัติอันล้ำค่าที่ซ่อนอยู่ในป่าลึก.
ความโลภเข้าครอบงำจิตใจของกุณฑล.
"หากเราได้พระเจดีย์แก้วมาครอบครอง ชีวิตเราคงจะสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นไปอีก"
กุณฑลตัดสินใจที่จะออกเดินทางไปตามหาพระเจดีย์แก้ว.
มัทรีพยายามห้ามปรามสามี.
"ท่านพี่เจ้าคะ การเดินทางครั้งนี้อันตรายนักนะเจ้าคะ ท่านพี่มีสมบัติมากมายอยู่แล้ว จะดั้นด้นไปแสวงหาอะไรอีกเล่าเจ้าคะ?"
กุณฑลไม่ฟังคำ.
"เจ้าไม่เข้าใจหรอกมัทรี ความปรารถนาของบุรุษนั้นยิ่งใหญ่กว่านี้มากนัก เราต้องไขว่คว้าสิ่งที่ดีที่สุดให้กับชีวิต"
กุณฑลเตรียมเสบียง และออกเดินทางเพียงลำพัง.
การเดินทางเต็มไปด้วยความยากลำบาก.
กุณฑลต้องเผชิญกับป่าทึบ สัตว์ร้าย และอุปสรรคนานัปการ.
วันแล้ววันเล่า กุณฑลก็ยังคงเดินทางต่อไป.
ในที่สุด เขาก็ได้พบกับ "ยักษ์" ตนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้เฝ้าพระเจดีย์แก้ว.
ยักษ์มีรูปร่างน่าเกลียดน่ากลัว ดวงตาแดงก่ำ.
"เจ้าเป็นใคร? กล้าดียังไงมาเหยียบย่ำที่นี่!"
กุณฑลพยายามรวบรวมความกล้า.
"ข้าพเจ้าคือกุณฑล พราหมณ์จากกรุงสาวัตถี ข้าพเจ้ามาเพื่อขอพระเจดีย์แก้วอันศักดิ์สิทธิ์"
ยักษ์หัวเราะเสียงดัง.
"ฮ่าๆๆ เจ้าโง่เง่า! พระเจดีย์แก้วนี้เป็นของข้า ใครหน้าไหนก็ไม่มีสิทธิ์ครอบครอง!"
กุณฑลพยายามอ้อนวอน.
"ได้โปรดเถิดท่านยักษ์ ข้าพเจ้ามาด้วยความตั้งใจจริง ขอเพียงท่านเมตตา"
ยักษ์ไม่สนใจ.
"หากเจ้าอยากได้พระเจดีย์แก้ว เจ้าต้องตอบคำถามของข้าให้ได้ หากตอบไม่ได้ เจ้าจะต้องกลายเป็นอาหารของข้า!"
กุณฑลตกใจ.
"คำถามอันใดเล่า?"
ยักษ์ยิ้มมุมปาก.
"จงบอกข้ามาว่า อะไรคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในโลกนี้?"
กุณฑลครุ่นคิด.
"ทองคำ? เพชรพลอย? ทรัพย์สินเงินทอง?"
ยักษ์ส่ายหน้า.
"ไม่ใช่! เจ้ายังโง่เขลาเสียจริง"
กุณฑลคิดอีกครั้ง.
"ความรู้? อำนาจ? ชื่อเสียง?"
ยักษ์ยังคงส่ายหน้า.
"ยังไม่ใช่! เอาล่ะ ข้าจะให้เวลาเจ้าคิด จนกว่าจะถึงรุ่งอรุณ"
ยักษ์เดินหายไป ทิ้งให้กุณฑลอยู่ตามลำพังกับความหวาดกลัว.
กุณฑลนั่งคิดจนปวดหัว.
เขาคิดถึงบิดาของเขา ที่มอบทรัพย์สินให้.
เขาคิดถึงมัทรี ภรรยาอันเป็นที่รัก.
เขาคิดถึงอาจารย์ ที่มอบความรู้ให้.
ทันใดนั้นเอง แสงสว่างก็ปรากฏขึ้นในความคิดของเขา.
เขาตระหนักได้ว่า สิ่งที่มีค่าที่สุดในโลกนั้น ไม่ใช่ทรัพย์สินเงินทอง หรือชื่อเสียง.
แต่คือ "ปัญญา".
เมื่อยักษ์ปรากฏตัวอีกครั้งในยามเช้า.
"เจ้าคิดคำตอบได้แล้วหรือยัง?"
กุณฑลตอบด้วยเสียงอันหนักแน่น.
"ข้าพเจ้าคิดได้แล้ว สิ่งที่มีค่าที่สุดในโลกนี้ คือ ปัญญา!"
ยักษ์ประหลาดใจ.
"โอ้! เจ้าฉลาดกว่าที่ข้าคิดเสียอีก ใช่แล้ว ปัญญาคือสิ่งที่มีค่าที่สุด เพราะปัญญาจะนำพาเราไปสู่หนทางที่ถูกต้อง และช่วยให้เราพ้นจากความทุกข์ทั้งปวง"
ยักษ์มอบพระเจดีย์แก้วให้แก่กุณฑล.
"เจ้านี่ช่างน่าชื่นชมยิ่งนัก กุณฑล จงนำพระเจดีย์แก้วนี้ไปเถิด และจงใช้ปัญญาของเจ้าให้เป็นประโยชน์ต่อไป"
กุณฑลรับพระเจดีย์แก้วมาด้วยความยินดี.
เขาเดินทางกลับบ้าน ด้วยหัวใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้ และความเข้าใจ.
เมื่อกลับถึงบ้าน มัทรีดีใจมากที่สามีกลับมาอย่างปลอดภัย.
กุณฑลเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้มัทรีฟัง.
"มัทรีเอ๋ย ข้าพเจ้าได้เรียนรู้อะไรมากมายจากการเดินทางครั้งนี้ ข้าพเจ้าตระหนักได้ว่า ทรัพย์สินเงินทองนั้นเป็นเพียงสิ่งภายนอก แต่ปัญญานั้นคือสมบัติที่แท้จริง"
นับตั้งแต่นั้นมา กุณฑลก็ใช้ชีวิตอย่างมีสติ และปัญญา.
เขาแบ่งปันความรู้ให้แก่ผู้อื่น และใช้ทรัพย์สินที่ตนมีในการทำบุญสร้างกุศล.
เขากลายเป็นพราหมณ์ผู้ทรงปัญญา และเป็นที่รักของทุกคน.
ความรู้และปัญญาเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุด ยิ่งใหญ่กว่าทรัพย์สินเงินทองใดๆ การแสวงหาปัญญาจะนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริง และเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในชีวิต.
ปัญญาบารมี
— In-Article Ad —
ความรู้และปัญญาเป็นสิ่งที่มีค่าสูงสุด ยิ่งใหญ่กว่าทรัพย์สินเงินทองใดๆ การแสวงหาปัญญาจะนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริง และเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในชีวิต.
บารมีที่บำเพ็ญ: ปัญญาบารมี
— Ad Space (728x90) —
76เอกนิบาตคันธกชาดก ในสมัยพุทธกาล ณ กรุงสาวัตถี อันเป็นนครอันรุ่งเรือง ท่ามกลางหมู่มหาชนที่เบียดเสียดกันไปมา ...
💡 ความซื่อสัตย์และความจริงใจ เป็นคุณธรรมที่นำพาความสำเร็จ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้อื่น
1เอกนิบาตมหาปทุมชาดกกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยพุทธกาล ณ กรุงสาวัตถี มีพระโพธิสัตว์ชาติหนึ่งได้เสวยพระชาติเ...
💡 ความเพียร สติ และคุณธรรม นำพาไปสู่ความพ้นทุกข์
111เอกนิบาตอุทายิชาดก ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ กรุงสาวัตถี อันเป็นเมืองหลวงที่รุ่งเรืองยิ่งนัก ประดับประดาไป...
💡 วาจาสุภาพอ่อนหวาน ย่อมนำมาซึ่งความรัก ความเมตตา และความเป็นมิตร หากแต่ให้มีปัญญาประกอบด้วย
22เอกนิบาตอติจาณกชาดกณ เมืองสาวัตถี อันเป็นเมืองที่รุ่งเรืองด้วยพระพุทธศาสนา มีพระภิกษุรูปหนึ่งนามว่า "พระอติจ...
💡 ความตะกละเป็นบ่อเกิดแห่งทุกข์ ควรบริโภคอาหารแต่พอดี รู้จักประมาณตน เพื่อสุขภาพกายและใจที่ดี
135เอกนิบาตสาสนทชาดก ณ แคว้นกาสี อันรุ่งเรืองไปด้วยศิวิไลซ์ มีพระนครชื่อว่าวรรณารสี เป็นศูนย์กลางแห่งการค้าขาย...
💡 การสื่อสารที่ชัดเจนและสมเหตุสมผลเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง การใช้เหตุผลและปัญญาในการตัดสินปัญหาจะนำมาซึ่งความยุติธรรม และการใช้ถ้อยคำที่สุภาพและมีเหตุผลในการสื่อสารจะช่วยสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างมนุษย์
32เอกนิบาตกษัตริย์ผู้ไม่ทรงเกรงกลัวต่ออุปสรรคณ อาณาจักรกาญจนบุรีอันรุ่งเรือง มีพระเจ้าวิเศษชัย กษัตริย์ผู้ทรงม...
💡 ความกล้าหาญและความไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ย่อมนำมาซึ่งความสำเร็จ.
— Multiplex Ad —