
ในสมัยโบราณ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ กรุงพาราณสีอันรุ่งเรือง พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดร พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเปี่ยมด้วยทศพิธราชธรรม ทรงมีพระมเหสีนามว่ามัทรี และพระโอรสธิดาสองพระองค์คือ กัณหา และ ชาลี พระองค์ทรงมีพระทัยโอบอ้อมอารี ทรงยินดีในการบริจาคทานเป็นที่สุด แม้กระทั่งสิ่งของอันเป็นที่รักและมีค่าที่สุด พระองค์ก็ทรงพร้อมที่จะสละให้แก่ผู้ที่มาขอ
วันหนึ่ง ขุนนางผู้ใหญ่คนหนึ่งนามว่า จูฬกะ ซึ่งเป็นมหาอำมาตย์ผู้มีสติปัญญาและเป็นที่ไว้วางใจของพระเจ้ากรุงสญชัย พระบิดาของพระเวสสันดร ได้กราบทูลพระเจ้ากรุงสญชัยถึงความเดือดร้อนของชาวเมือง เนื่องด้วยฝนแล้งติดต่อกันมาหลายปี แผ่นดินแตกระแหง พืชผลเสียหาย ผู้คนอดอยาก แม้ว่าพระเวสสันดรจะทรงบริจาคทานอย่างสม่ำเสมอ แต่ก็ดูเหมือนจะมิอาจแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากของอาณาประชาราษฎร์ได้
พระเจ้ากรุงสญชัยทรงกังวลพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงปรึกษากับพระโอรส พระเวสสันดรทรงสดับฟังพระราชดำริของพระบิดาแล้ว ก็ทรงตัดสินพระทัยอย่างเด็ดเดี่ยว พระองค์ตรัสว่า "ข้าแต่พระบิดา หากการบริจาคทานช้างเผือกอันเป็นที่รักยิ่งของข้าพเจ้า จะสามารถนำฝนมาสู่แผ่นดินได้ ข้าพเจ้าก็พร้อมที่จะสละช้างเผือกนั้น เพื่อความผาสุกของอาณาประชาราษฎร์" แม้ว่าพระมเหสีมัทรีจะทรงทูลทัดทานด้วยความเป็นห่วงพระสวามีและพระโอรสธิดา แต่พระเวสสันดรก็ทรงมั่นคงในพระปณิธาน
ในคืนนั้นเอง พระเวสสันดรทรงเสด็จออกไปนอกกรุงพร้อมด้วยช้างเผือกคู่พระบารมี และทรงบริจาคให้แก่พราหมณ์ที่มาขอไปเป็นทาน แม้ทรงทราบดีว่าการกระทำนี้จะนำมาซึ่งความเดือดร้อนแก่พระองค์เอง และอาจทำให้เหล่าอาณาประชาราษฎร์โกรธเคือง แต่พระองค์ก็มิได้ทรงหวั่นไหว
เมื่อข่าวการบริจาคช้างเผือกแพร่ออกไป ประชาชนชาวเมืองพาราณสีก็โกรธแค้นเป็นอย่างมาก พวกเขาพากันมารวมตัวกันที่หน้าพระราชวัง ร้องตะโกนขับไล่พระเวสสันดร พวกเขากล่าวหาว่าพระองค์ทรงเห็นแก่การบริจาคทานจนไม่คำนึงถึงความทุกข์ยากของประชาชน พระเจ้ากรุงสญชัยทรงเสียพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงเรียกประชุมเหล่าขุนนางและมีรับสั่งเนรเทศพระเวสสันดร พร้อมด้วยพระมเหสีมัทรี และพระโอรสธิดาทั้งสอง ออกจากกรุงพาราณสี
พระเวสสันดรทรงรับพระราชดำริของพระบิดาด้วยความสงบ แม้จะทรงทราบดีว่าชีวิตข้างหน้าจะต้องพบกับความยากลำบากเพียงใด พระองค์พร้อมด้วยครอบครัวจึงได้ออกเดินทางสู่ป่าเขาวงกต ณ แคว้นกะลิงคะ
การเดินทางในป่าใหญ่นั้นเต็มไปด้วยอุปสรรค พงหนามขวากหนามนานาชนิด กัดกินพระวรกายจนเป็นแผล พระมเหสีมัทรีทรงเหน็ดเหนื่อยพระวรกายจนแทบจะสิ้นพระชนม์ แต่ก็ยังทรงอดทนเพื่อพระสวามีและพระโอรสธิดา พระโอรสชาลีก็ทรงอ่อนแรงจากการอดอยาก ส่วนพระธิดากัณหา ก็ทรงร้องไห้ด้วยความหวาดกลัว
หลังจากเดินทางมาหลายวัน ในที่สุดพวกเขาก็ได้พบกับอาศรมอันสงบเงียบที่พระเวสสันดรทรงสร้างไว้ พระองค์และครอบครัวจึงได้พำนักอาศัยอยู่ที่นั่น ใช้ชีวิตเรียบง่ายตามสมณะวิสัย หาผลไม้กิน เลี้ยงดูพระโอรสธิดา
วันเวลาผ่านไป ชีวิตในป่าก็ยังคงดำเนินไปอย่างยากลำบาก แต่ความผูกพันในครอบครัวก็เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตใจให้เข้มแข็ง
แต่แล้ว ชะตากรรมก็เล่นตลก เมื่อมีพราหมณ์สองคนนามว่า จูกกะ และ โสทาปนะ ได้เดินทางมายังอาศรมของพระเวสสันดร พราหมณ์ทั้งสองมีจิตใจที่ดำมืด เมื่อเห็นทรัพย์สมบัติอันมีค่าที่พระเวสสันดรทรงบริจาคให้แก่ผู้อื่นจนหมดสิ้น เว้นแต่พระโอรสธิดา ที่พระองค์ทรงรักยิ่งกว่าชีวิต
พราหมณ์จูกกะ ซึ่งเป็นพราหมณ์ผู้โลภมากและไร้ศีลธรรม ได้เห็นกัณหาและชาลี ซึ่งเป็นเด็กน้อยที่น่ารักน่าเอ็นดู จึงเกิดความปรารถนาอันชั่วร้าย เขาจึงเข้าไปกราบทูลขอพระโอรสธิดาทั้งสองจากพระเวสสันดร
"ข้าแต่พระมหาบุรุษผู้ใจบุญ ข้าพเจ้าขอทูลขอพระโอรสธิดาทั้งสองพระองค์ของท่าน โปรดประทานแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด" พราหมณ์จูกกะเอ่ยปาก
พระเวสสันดรทรงตกพระทัยเป็นอย่างยิ่งเมื่อได้ยินคำขอของพราหมณ์จูกกะ พระองค์ทรงรักกัณหาและชาลีสุดหัวใจ การจะสละพระโอรสธิดาไปนั้นเป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่าการสละชีวิตเสียอีก
"ท่านพราหมณ์ ท่านขอสิ่งใดก็ได้ที่ไม่ใช่พระโอรสธิดาทั้งสองของข้าพเจ้า พวกเขาคือแก้วตาดวงใจของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะให้สิ่งใดก็ได้แก่ท่าน ยกเว้นแต่สองพระองค์นี้" พระเวสสันดรตรัส
แต่พราหมณ์จูกกะกลับไม่ยอม เขาคะยั้นคะยอ ขออยู่เช่นนั้น ซ้ำร้ายยังใช้คำพูดที่หยาบคายและกล่าวหาพระเวสสันดรอีกด้วย
"หากท่านไม่ให้ ข้าพเจ้าก็จะประจานท่านไปทั่วว่าท่านเป็นผู้ไร้เมตตา เป็นกษัตริย์ที่ใจดำ ท่านไม่เห็นแก่ความทุกข์ยากของผู้อื่น ทรัพย์สมบัติของท่านก็หมดไปจนไม่เหลืออะไรแล้ว แล้วยังจะหวงลูกอีกหรือ!"
พระเวสสันดรทรงทนฟังคำกล่าวหาอันไร้สาระของพราหมณ์จูกกะไม่ไหว แม้จะทรงเจ็บปวดพระทัยอย่างแสนสาหัส แต่เพื่อรักษาพระบารมีแห่งทานที่ทรงบำเพ็ญมา และเพื่อช่วยเหลือพราหมณ์ให้พ้นจากความเดือดร้อน (ตามความเข้าใจผิดของพระองค์) พระองค์จึงทรงตัดสินใจยอมสละพระโอรสธิดา
พระมเหสีมัทรีทรงทราบเรื่องเข้า ก็ทรงตกพระทัยสุดขีด พระนางทรงวิ่งเข้ามาห้ามพระสวามี
"ข้าแต่พระสวามี ท่านจะทรงทำเช่นนี้ได้อย่างไร พระโอรสธิดาทั้งสองพระองค์นี้คือเลือดเนื้อเชื้อไขของเรา เป็นที่รักยิ่งกว่าชีวิตของพวกเราเสียอีก หากเราสละสองพระองค์นี้ไป แล้วเราจะอยู่ได้อย่างไร" พระนางมัทรีตรัส พลางโอบกอดพระโอรสธิดาไว้
แต่พระเวสสันดรทรงยืนยันในพระดำริ พระองค์ทรงปลอบพระมเหสีมัทรี และทรงอธิบายถึงความจำเป็นในการบริจาคทานในครั้งนี้
"มัทรีผู้เป็นที่รัก ข้าพเจ้าเข้าใจในความรักของท่าน แต่การบริจาคทานนี้ เป็นสิ่งที่จะทำให้เราได้บำเพ็ญบารมีให้บริบูรณ์ และเป็นการช่วยเหลือพราหมณ์ผู้นี้ให้พ้นจากความทุกข์ยาก หากเราไม่ยอมให้ แล้วพราหมณ์ผู้นี้จะไปที่ไหน" พระเวสสันดรตรัส
ด้วยความจำเป็นและแรงกดดันจากพราหมณ์จูกกะ พระเวสสันดรจึงทรงมอบกัณหาและชาลี ให้แก่พราหมณ์จูกกะไป
พราหมณ์จูกกะดีใจเป็นอย่างยิ่ง รีบคว้าตัวพระโอรสธิดาไป โดยไม่สนใจเสียงร้องไห้ของเด็กๆ และเสียงคร่ำครวญของพระมเหสีมัทรี
ขณะที่พราหมณ์จูกกะกำลังพาลูกทั้งสองเข้าไปในป่า พระองค์ก็ทรงพบกับพระอินทร์ที่ปลอมตัวมาเป็นพราหมณ์อีกคนหนึ่ง นามว่า อสิตะ
"ท่านพราหมณ์ ท่านกำลังจะพาลูกสองคนนี้ไปที่ใด" พระอินทร์ในคราบพราหมณ์ถาม
"ข้าพเจ้าจะพาลูกของพระเวสสันดรไปขายที่เมืองกลิงคะ" พราหมณ์จูกกะตอบ
พระอินทร์ในคราบพราหมณ์ได้กล่าวเตือนพราหมณ์จูกกะถึงความผิดบาปที่เขากำลังจะกระทำ แต่พราหมณ์จูกกะก็ไม่เชื่อฟัง
แต่แล้ว เมื่อพระอินทร์เห็นว่าพราหมณ์จูกกะไม่ยอมเชื่อฟัง พระองค์จึงทรงเนรมิตกายกลับเป็นพระอินทร์ตามเดิม และทรงจับพราหมณ์จูกกะไว้
พระอินทร์ทรงตำหนิพราหมณ์จูกกะที่ทำความผิดอันใหญ่หลวง และทรงไถ่ตัวกัณหาและชาลีกลับคืนมาจากพราหมณ์จูกกะ
พระอินทร์ทรงนำพระโอรสธิดาทั้งสองกลับมาส่งคืนให้แก่พระเวสสันดรและพระมเหสีมัทรี
"ข้าแต่พระมหาบุรุษ พระองค์ทรงทำความดีงามอย่างยิ่งในการบริจาคทานในครั้งนี้ แม้จะทรงสละสิ่งที่รักยิ่งกว่าชีวิตของพระองค์เอง" พระอินทร์ตรัส
พระเวสสันดรและพระมเหสีมัทรีทรงดีใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้พระโอรสธิดากลับคืนมา
หลังจากนั้นไม่นาน พระเจ้ากรุงสญชัย ทรงทราบข่าวว่าพระโอรสถูกเนรเทศและต้องทนทุกข์อยู่ในป่า จึงทรงเสียพระทัยเป็นอย่างยิ่ง พระองค์ทรงส่งราชสารไปยังพระเวสสันดร และรับสั่งให้กลับคืนพระนคร
พระเวสสันดรพร้อมด้วยพระมเหสีมัทรี และพระโอรสธิดาทั้งสอง จึงได้เดินทางกลับกรุงพาราณสี ท่ามกลางการต้อนรับของประชาชนที่สำนึกผิดและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ
พระเวสสันดรทรงครองราชย์ต่อจากพระบิดา และทรงปกครองอาณาประชาราษฎร์ด้วยทศพิธราชธรรม ทรงบริจาคทานอย่างไม่ขาดสาย จนเป็นที่รักใคร่ของปวงชนตลอดไป
การบำเพ็ญบารมีนั้น แม้จะต้องเสียสละสิ่งอันเป็นที่รักยิ่ง หรือต้องเผชิญกับความยากลำบากเพียงใด หากมีความตั้งใจอันแน่วแน่ ก็ย่อมสำเร็จได้ และจะนำมาซึ่งผลอันประเสริฐในภายภาคหน้า การเสียสละเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น เป็นคุณธรรมอันสูงส่งที่ควรแก่การยกย่อง
ทานบารมี (การบริจาคทาน)
— In-Article Ad —
การบำเพ็ญบารมีนั้น แม้จะต้องเสียสละสิ่งอันเป็นที่รักยิ่ง หรือต้องเผชิญกับความยากลำบากเพียงใด หากมีความตั้งใจอันแน่วแน่ ก็ย่อมสำเร็จได้ และจะนำมาซึ่งผลอันประเสริฐในภายภาคหน้า การเสียสละเพื่อประโยชน์สุขของผู้อื่น เป็นคุณธรรมอันสูงส่งที่ควรแก่การยกย่อง
บารมีที่บำเพ็ญ: ทานบารมี (การบริจาคทาน)
— Ad Space (728x90) —
151ทุกนิบาตอังควิสสชาดกกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ กรุงพาราณสีอันรุ่งเรือง มีพระราชาผู้ทรงทศพิธราชธรรมปกครองแผ่นดิ...
💡 ปัญญาและความรู้ที่แท้จริง ย่อมก่อให้เกิดคุณประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น การช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน คือการบำเพ็ญบุญอันประเสริฐ
546มหานิบาตมหาอุตตรชาดก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นโกศลอันไพบูลย์ มีพระราชาผู้ทรงทศพิธราชธรรมปกครองอาณาประชา...
💡 ความรอบคอบในการใช้จ่ายทรัพย์สินเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง การจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ นำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองและความผาสุกของส่วนรวม
287ติกนิบาตมหาปาลชาดก ในอดีตกาล เมื่อครั้งพระโพธิสัตว์ทรงเวียนว่ายตายเกิดเป็นพระอินทร์ผู้ปกครองสวรรค์ชั้นดาวดึง...
💡 การใช้ปัญญาแก้ไขปัญหาประเสริฐกว่าการใช้กำลัง และความซื่อสัตย์สุจริตเป็นคุณธรรมของผู้ปกครอง
341จตุกกนิบาตพันธนาการแห่งความโลภณ แคว้นอันอุดมสมบูรณ์นามว่า โกสัมพี เมืองที่ขึ้นชื่อเรื่องการค้าขาย และความมั่งค...
💡 ความโลภไม่เคยนำพาไปสู่ความสุขที่แท้จริง แต่จะนำมาซึ่งความทุกข์และหายนะ
288ติกนิบาตกุณาลชาดก ณ เมืองราชคฤห์ อันเป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธ ในยุคที่พระเจ้าอชาตศัตรูทรงมีพระชนม์ชีพ พระองค์...
💡 การหลงเชื่อคำยุยงโดยไม่ไตร่ตรองนำมาซึ่งความเดือดร้อน การให้อภัยเป็นสิ่งประเสริฐ
313จตุกกนิบาตสิงฆชาดก ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นมคธ อันรุ่งเรืองด้วยพุทธศาสนา มีเมืองใหญ่ชื่อว่า ปาฏลีบุตร...
💡 ความดีที่แท้จริง ย่อมชนะอำนาจที่เกิดจากกิเลสตัณหา
— Multiplex Ad —