
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ กรุงมิถิลา อันเป็นเมืองหลวงแห่งแคว้นวิเทหะ พระเจ้าโอมมตักขัตติยะทรงปกครองอาณาประชาราษฎร์ด้วยทศพิธราชธรรม ทรงมีพระราชโอรสรูปงามนามว่า เจ้าชายมหานารทะ ผู้ทรงคุณธรรมล้ำเลิศ เป็นที่รักใคร่ของทวยราษฎร์ทั้งปวง
วันหนึ่ง ขณะที่พระเจ้าโอมมตักขัตติยะทรงทอดพระเนตรเห็นทารกน้อยผู้หนึ่งกำลังถูกเสือร้ายหมายจะขย้ำ พระองค์ทรงมีพระทัยหวั่นไหว ทรงคิดถึงความทุกข์ทรมานของบุตรธิดาทั้งหลาย เมื่อต้องพลัดพรากจากบิดามารดา ทรงระลึกถึงคำสอนของพระอริยเจ้าผู้ทรงคุณอันประเสริฐ จึงทรงดำริที่จะสละราชสมบัติออกผนวช เพื่อบำเพ็ญเพียรวิปัสสนากรรมฐาน หวังถึงพระนิพพานอันเป็นบรมสุข
เมื่อทรงมีพระราชดำริเช่นนั้นแล้ว จึงทรงเรียกประชุมเหล่าเสนาบดีและขุนนางทั้งหลาย ทรงประกาศแก่ที่ประชุมว่า “ข้าพเจ้าเบื่อหน่ายในสมบัติทั้งปวง อันเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ทั้งหลาย ข้าพเจ้าจะสละราชสมบัติ ออกบวชเป็นฤาษีบำเพ็ญพรต”
เหล่าเสนาบดีและขุนนางต่างพากันตกใจ น้อมเศียรลงแทบพระบาท ทูลอ้อนวอนให้ทรงระงับพระราชประสงค์ “ขอเดชะพระบาทสมเด็จพระเจ้าข้า สมบัติอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ เป็นที่พึ่งแก่พวกข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ขอพระองค์ทรงพระกรุณาอย่าได้ทรงละทิ้งพวกข้าพระพุทธเจ้าไปเลย”
แต่พระเจ้าโอมมตักขัตติยะทรงยืนยันในพระราชดำริ “เราได้ตั้งจิตอธิษฐานไว้แล้วว่า เมื่อใดที่เราได้เห็นทารกถูกเสือร้ายหมายจะขย้ำ เมื่อนั้นเราจะสละราชสมบัติ ออกบวชเป็นฤาษี”
เมื่อทรงตรัสเช่นนั้นแล้ว เหล่าเสนาบดีจึงจำต้องยอมรับพระราชประสงค์ ทูลขอให้ทรงมอบราชสมบัติแก่เจ้าชายมหานารทะ พระราชโอรส ผู้ทรงสติปัญญาและคุณธรรม
เจ้าชายมหานารทะ ทรงทราบถึงพระราชประสงค์ของพระบิดา จึงทรงรีบเสด็จมาเข้าเฝ้า “ข้าแต่พระบิดา หม่อมฉันทราบถึงพระราชประสงค์ของพระองค์แล้ว หม่อมฉันพร้อมที่จะรับภาระอันยิ่งใหญ่นี้”
พระเจ้าโอมมตักขัตติยะ ทรงพอพระทัยในพระราชโอรสยิ่งนัก ทรงมอบราชสมบัติให้แก่เจ้าชายมหานารทะ แล้วเสด็จออกผนวชเป็นฤาษี ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าลึก
ฝ่ายเจ้าชายมหานารทะ เมื่อขึ้นครองราชสมบัติแล้ว ก็ทรงปกครองอาณาประชาราษฎร์ด้วยทศพิธราชธรรม ทรงดำรงมั่นในศีลธรรม ทรงบำเพ็ญทาน สดับธรรมอยู่เนืองนิจ วันหนึ่ง ขณะที่ทรงประทับอยู่ในพระราชอุทยาน ทรงได้ยินเสียงดนตรีอันไพเราะเสนาะหู ทรงรำพึงในพระทัยว่า “เสียงดนตรีนี้ช่างไพเราะเสียจริง ช่างเป็นเสียงที่น่าชื่นชมยินดี”
ทันใดนั้น ท้าวมหาพรหมผู้เป็นใหญ่ในสวรรค์ชั้นพรหมโลก ก็ทรงได้ยินพระดำริของเจ้าชายมหานารทะ ทรงดำริว่า “พระราชากษัตริย์องค์นี้ ช่างเป็นผู้มีจิตใจเบิกบาน เมื่อได้ยินเสียงอันไพเราะเช่นนี้ หากท่านได้ยินเสียงอันวิปลาสเล่า ท่านจะรู้สึกอย่างไร”
ท้าวมหาพรหมจึงแปลงกายเป็นนักดนตรี ถือพิณอันวิปริตผิดเพี้ยน เสด็จมายังพระราชอุทยาน ทรงบรรเลงเพลงพิณอันน่าสะอิดสะเอียน ชวนให้เวียนหัว
เจ้าชายมหานารทะ เมื่อได้ยินเสียงพิณอันวิปริต ก็ทรงรู้สึกขัดเคืองพระทัยอย่างยิ่ง ทรงตรัสถามว่า “นี่เสียงพิณอันใดกัน ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก”
ท้าวมหาพรหมในร่างนักดนตรี ทรงตอบว่า “ข้าแต่องค์ราชันย์ เสียงพิณนี้คือเสียงแห่งความทุกข์ ความโศกเศร้า ความอาดูร อันเกิดจากกิเลสตัณหา หากพระองค์ทรงประสงค์จะพ้นจากสิ่งเหล่านี้ ก็จงดำรงตนอยู่ในความไม่ประมาท หมั่นเจริญสติภาวนา”
เจ้าชายมหานารทะ เมื่อทรงสดับคำสอนของท้าวมหาพรหมแล้ว ทรงรู้สึกละอายพระทัย ทรงทราบถึงโทษแห่งกิเลสตัณหา จึงทรงเลิกเล่นดนตรี และหันมาบำเพ็ญเพียรวิปัสสนากรรมฐาน
วันเวลาผ่านไป เจ้าชายมหานารทะ ทรงบำเพ็ญเพียรจนได้บรรลุอภิญญา สมาบัติ ทรงมีฤทธิ์เดชมาก ทรงเหาะเหินเดินอากาศได้
ครั้งหนึ่ง ท้าวมหาพรหม ทรงประสงค์จะทดสอบบารมีของเจ้าชายมหานารทะ จึงทรงเนรมิตป่าไม้ให้แห้งแล้ง เกิดไฟป่าลุกลามไปทั่ว ทรงหวังให้เจ้าชายมหานารทะ สิ้นหวังและสิ้นชีวิต
แต่เจ้าชายมหานารทะ ทรงมีพระทัยมั่นคงในคุณธรรม ทรงดำริว่า “หากเราสิ้นชีวิตลง ก็จะกลับไปเกิดในภพภูมิที่ดีกว่า” เมื่อทรงคิดเช่นนั้นแล้ว ก็ทรงเหาะขึ้นสู่ท้องฟ้า ทรงรำลึกถึงพระคุณของท้าวมหาพรหม และอธิษฐานจิตขอให้เกิดฝนโปรยปรายลงมาดับไฟป่า
ทันใดนั้นเอง เมฆหมอกก็ก่อตัวขึ้น เกิดฝนโปรยปรายลงมาอย่างหนัก ดับไฟป่าให้สงบลง
ท้าวมหาพรหม ทรงประทับใจในบารมีของเจ้าชายมหานารทะเป็นยิ่งนัก ทรงปรากฏกายขึ้น และตรัสว่า “เจ้าคือผู้ที่สมบูรณ์ด้วยบารมีแล้ว เจ้าจงไปสู่พระนิพพานอันเป็นที่สุดแห่งทุกข์”
เจ้าชายมหานารทะ ทรงรับพรจากท้าวมหาพรหม แล้วทรงบรรลุพระนิพพานในที่สุด
— In-Article Ad —
การดำรงตนอยู่ในความไม่ประมาท หมั่นเจริญสติภาวนา จะนำไปสู่ความหลุดพ้นจากกิเลสตัณหา และความทุกข์ทั้งปวง
บารมีที่บำเพ็ญ: ปัญญาบารมี
— Ad Space (728x90) —
196ทุกนิบาตมหาธนูรัฐชาดกครั้งหนึ่งนานแสนนานมาแล้ว ในนครเวสาลีอันรุ่งเรือง พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพระอาลักษณ...
💡 ปัญญาและวาจาที่ประกอบด้วยเหตุผล สามารถยุติความขัดแย้งที่รุนแรง และนำมาซึ่งสันติภาพและความเจริญรุ่งเรืองแก่ส่วนรวม
310จตุกกนิบาตอัคคิทัตตชาดก ในอดีตกาลอันไกลโพ้น เมื่อครั้งพระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญเพียรเพื่อเป็นพระพุทธเจ้าในภพชาติต...
💡 การให้ทานเป็นการฝึกฝนจิตใจให้ละวางความตระหนี่ และนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริง
24เอกนิบาตกุฏวานกชาดก ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว สมัยที่พระโพธิสัตว์ทรงอุบัติเป็นกุฏวานะ (นกแขกเต้า) อาศัยอยู่ใ...
💡 ความเมตตาเป็นคุณธรรมที่ยิ่งใหญ่ สามารถเปลี่ยนร้ายให้กลายเป็นดีได้ แม้แต่กับผู้ที่เคยทำร้ายเรา การรู้จักให้อภัยและช่วยเหลือผู้อื่น ย่อมนำมาซึ่งความสุขและความเจริญ.
98เอกนิบาตกุมารชาดก ณ กรุงพาราณสีอันรุ่งเรือง ท่ามกลางพระราชวังที่โอ่อ่าตระการตา พระเจ้าพรหมทัตผู้ทรงทศพิธราช...
💡 แม้แต่สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์พิเศษ ก็อาจมาพร้อมกับความรับผิดชอบหรือโอกาสในการช่วยเหลือผู้อื่น การรู้จักใช้สิ่งที่เรามีให้เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมนั้น ย่อมนำมาซึ่งความสุขและความภาคภูมิใจ
95เอกนิบาตมหาโควินทชาดกณ กรุงมิถิลา เมืองหลวงแห่งอาณาจักรกุรุ ในกาลอันแสนไกลโพ้น พระโพธิสัตว์ได้เสวยพระชาติเป็...
💡 การเป็นผู้นำที่ดีต้องประกอบด้วยปัญญา ความซื่อสัตย์ และการยึดมั่นในธรรม เพื่อนำพาสังคมไปสู่ความสงบสุขและความเจริญ.
48เอกนิบาตมุสิละชาดก นานมาแล้ว ในสมัยที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นพราหมณ์ผู้ประเสริฐ ณ กรุงพาราณสี ทรงดำรงตน...
💡 การกล่าวเท็จและการใส่ร้ายผู้อื่น ย่อมมีวันถูกเปิดเผย และผู้ประพฤติในความดี ย่อมได้รับการปกป้องจากความจริง
— Multiplex Ad —