ข้ามไปเนื้อหาหลัก
พระโพธิสัตว์เป็นพระราชาผู้มีเมตตา
ชาดก 547 เรื่อง
521

พระโพธิสัตว์เป็นพระราชาผู้มีเมตตา

Buddha24 AIมหานิบาต
ฟังเนื้อหา

พระโพธิสัตว์เป็นพระราชาผู้มีเมตตา

ในอดีตกาลอันยาวนาน ย้อนกลับไปในยุคที่เหล่าเทพบุตร เทพธิดา ยังคงเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลกมนุษย์ ณ แคว้นอันอุดมสมบูรณ์ที่ชื่อว่า "มัททราช" ปกครองโดยพระราชาผู้ทรงพระปรีชาสามารถและเปี่ยมด้วยทศพิธราชธรรม นามว่า พระเจ้าสิริธวัช แม้นพระองค์จะทรงมีพระเกียรติยศสูงส่ง แต่สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาของเหล่าพสกนิกรทั้งหลายหาใช่พระบรมเดชานุภาพอันเกรียงไกรไม่ หากแต่เป็น พระเมตตาอันหาที่เปรียบมิได้

พระเจ้าสิริธวัช ทรงมีพระมเหสีคู่พระบารมีนามว่า พระนางสิริมา ทั้งสองพระองค์ทรงครองราชย์ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ประชาชนอยู่ดีกินดี ไม่มีโจรผู้ร้ายเบียดเบียน ไม่มีภัยพิบัติใดๆ มากล้ำกราย เพราะพระบรมราชโองการของพระองค์ล้วนมาจาก ความกรุณา ทั้งสิ้น

วันหนึ่ง ขณะที่พระเจ้าสิริธวัช ทรงประทับอยู่บนพระแท่นบรรทมในยามราตรี แสงจันทร์สาดส่องผ่านหน้าต่างพระตำหนัก เผยให้เห็นภาพอันงดงามของสวนดอกไม้นอกวัง ทันใดนั้น เสียงร่ำไห้โหยหวนก็ดังแว่วมาแต่ไกล พระองค์ทรงลุกขึ้นทันทีด้วยความห่วงใย

"เสียงใดกันเล่า ดังมาแต่ที่ไหน? ดูราวกับว่าผู้ที่กำลังร่ำไห้นั้นกำลังประสบเคราะห์กรรมอันใหญ่หลวง"

พระองค์ทรงตรัสถามเหล่าข้าราชบริพารที่เฝ้าเวรยามอยู่ แต่ก็ไม่มีผู้ใดได้ยินเสียงนั้น มีเพียงพระองค์เท่านั้นที่ได้ยิน

ด้วยพระทัยที่ไม่อาจทนอยู่เฉยได้ พระเจ้าสิริธวัช จึงทรงตัดสินพระทัยที่จะเสด็จออกไปตามหาแหล่งที่มาของเสียงนั้นด้วยพระองค์เอง พระองค์ทรงแต่งกายด้วยอาภรณ์ธรรมดา เพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกต และทรงค่อยๆ เสด็จออกจากพระราชวังเพียงลำพัง

พระองค์ทรงเดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยอันเงียบสงัดของเมือง เสียงร่ำไห้นั้นยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ นำพาพระองค์ไปยังบริเวณนอกกำแพงเมือง ใกล้กับป่าทึบแห่งหนึ่ง

ที่นั่นเอง พระองค์ทรงพบชายชราคนหนึ่ง กำลังนั่งกอดเข่าร้องไห้อย่างน่าเวทนา ชายชราผู้นั้นมีรูปพรรณสัณฐานที่ดูอดอยาก ยากจน สวมใส่เสื้อผ้าที่ขาดวิ่น

พระเจ้าสิริธวัช ทรงเข้าไปใกล้ด้วยความสงสาร

"ท่านผู้เจริญ ท่านเป็นอะไรไป เหตุไฉนจึงได้ร่ำไห้อย่างทุกข์ระทมเช่นนี้?"

ชายชราเงยหน้าขึ้นมองพระองค์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

"ท่านไม่เข้าใจหรอก ท่านไม่รู้หรอกว่าข้าผู้นี้กำลังทุกข์ทรมานเพียงใด"
"บอกข้าเถิด ข้าอาจจะพอช่วยเหลือท่านได้"

ชายชราถอนหายใจยาว

"ข้าผู้นี้ชื่อว่า บุญมี เป็นชาวนาที่ยากจนที่สุดในแคว้นนี้ ข้าไม่มีทรัพย์สินเงินทองใดๆ เลย แม้แต่ข้าวสักเม็ดก็ไม่มีจะให้ลูกเมียได้กิน ข้าพยายามไปขอความช่วยเหลือจากผู้คนมากมาย แต่ก็ไม่มีใครเห็นใจ ข้าหมดหนทางแล้วจริงๆ"

เมื่อได้ยินดังนั้น พระเจ้าสิริธวัช ก็ทรงรู้สึกสงสารบุญมีเป็นอย่างยิ่ง พระองค์ทรงปลอบประโลม

"อย่าเพิ่งสิ้นหวังไปเลยบุญมี ข้าจะช่วยท่านเอง"

พระองค์ทรงยื่นพระหัตถ์ไปสัมผัสที่ไหล่ของบุญมี

"ข้าคือพระราชาแห่งแคว้นมัททราชนี้เอง"

บุญมีตกใจมาก รีบลุกขึ้นยืนและก้มกราบ

"โอ้... พระเจ้าข้า! เป็นพระองค์เองหรือพ่ะย่ะค่ะ! ข้า... ข้าไม่รู้ว่าพระองค์เสด็จมาถึงที่นี่ได้อย่างไร"

พระเจ้าสิริธวัช ทรงโบกพระหัตถ์

"ลุกขึ้นเถิดบุญมี ไม่ต้องมากพิธี ข้ามาที่นี่เพราะได้ยินเสียงร้องของท่าน และข้าไม่อาจทนเห็นพสกนิกรของข้าลำบากได้"

พระองค์ทรงพาบุญมีกลับเข้าวัง และทรงมีพระบัญชาให้ข้าราชบริพารนำข้าวปลาอาหารอันโอชะมาเลี้ยงดูบุญมีและครอบครัว จนหายจากความอดอยาก

นอกจากนี้ พระเจ้าสิริธวัช ยังทรงพระราชทานทรัพย์สิน ข้าวเปลือก และที่ดินให้แก่บุญมี เพื่อให้เขาสามารถกลับไปทำนาเลี้ยงครอบครัวได้อย่างไม่ลำบากอีกต่อไป

บุญมีซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณจนน้ำตาไหลพราก

"ข้าจะไม่มีวันลืมพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์เลย พระเจ้าข้า! ข้าจะจงรักภักดีต่อพระองค์ตลอดไป"

เหตุการณ์นี้แพร่กระจายไปทั่วทั้งแคว้น เมื่อพสกนิกรทั้งหลายได้ทราบถึงพระเมตตาของพระเจ้าสิริธวัช ที่ทรงห่วงใยประชาชนถึงเพียงนี้ พวกเขาก็ยิ่งรักและเคารพพระองค์มากยิ่งขึ้น

อีกครั้งหนึ่ง ขณะที่พระเจ้าสิริธวัช ทรงเสด็จประพาสป่า ทรงได้ยินเสียงนกร้องอย่างโหยหวน

เมื่อเสด็จเข้าไปใกล้ ก็ทรงพบว่ามีนายพรานกำลังจะยิงนกนางแอ่นตัวหนึ่ง ซึ่งกำลังกกไข่อยู่ในรัง

พระเจ้าสิริธวัช ทรงรีบเข้าไปขวาง

"ท่านนายพราน อย่าเพิ่งยิงนกตัวนั้นเลย"

นายพรานสะดุ้งตกใจ

"ใคร? ใครกันที่มาห้ามข้า?"
"ข้าคือพระราชาแห่งแคว้นนี้"

นายพรานเห็นเป็นพระราชา ก็รีบวางธนู

"ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ"
"ทำไมท่านจึงจะยิงนกนางแอ่นตัวนี้?"

นายพรานก้มหน้า

"พ่ะย่ะค่ะ ข้าหิวโหยเหลือเกิน ข้าพยายามหาอาหารมาทั้งวันแล้ว แต่ก็ไม่ได้อะไรเลย ข้าเห็นนกตัวนี้กำลังจะยิงมันเพื่อนำไปเป็นอาหารประทังชีวิต"

พระเจ้าสิริธวัช ทรงมองไปที่รังไข่ของนกนางแอ่น

"ท่านเห็นไข่นกเหล่านั้นหรือไม่? หากท่านยิงแม่นกตัวนี้ ลูกน้อยของมันก็จะตายอย่างน่าเวทนา"

นายพรานพยักหน้า

"ใช่พ่ะย่ะค่ะ ข้าเห็น แต่ข้าก็จนปัญญาจริงๆ"

พระเจ้าสิริธวัช ทรงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

"เช่นนั้น ข้าจะให้สิ่งนี้แก่ท่านแทน"

พระองค์ทรงถอด "พระมหาพิชัยมงกุฎ" อันเป็นเครื่องทรงสำหรับพระราชาออกจากพระเศียร แล้วยื่นให้แก่นายพราน

"มงกุฎนี้เป็นของมีค่ามาก ข้าจะให้ท่านนำไปขาย แล้วนำเงินที่ได้ไปซื้ออาหารเลี้ยงครอบครัวของท่าน ท่านจะได้ไม่ต้องเบียดเบียนชีวิตสัตว์อื่นอีก"

นายพรานตกตะลึง เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าพระราชาจะทรงสละแม้กระทั่งพระมหาพิชัยมงกุฎอันเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจ เพื่อช่วยชีวิตของสัตว์น้อยๆ ตัวหนึ่ง

"พ่ะย่ะค่ะ! ข้า... ข้าจะนำมงกุฎนี้ไปขาย และจะไม่ยิงนกตัวนี้อีกแน่นอน!"

นายพรานรับพระมหาพิชัยมงกุฎไป และเดินจากไปพร้อมกับน้ำตาแห่งความตื้นตัน

พระเจ้าสิริธวัช ทรงมองดูนกนางแอ่นที่รอดชีวิตไปได้ด้วยพระทัยที่เปี่ยมสุข

เรื่องราวของพระเจ้าสิริธวัช ทรงสละพระมหาพิชัยมงกุฎเพื่อช่วยชีวิตนกนางแอ่น เลื่องลือไปทั่วป่า และเป็นที่กล่าวขานถึงพระเมตตาอันยิ่งใหญ่ของพระองค์

แม้พระองค์จะทรงครองราชย์ด้วยทศพิธราชธรรมอย่างสมบูรณ์ แต่สิ่งที่ทำให้พระองค์เป็นที่รักของสรรพสัตว์ทั้งหลาย หาใช่ความยิ่งใหญ่ของแผ่นดิน หรือความมั่งคั่งของทรัพย์สินไม่ หากแต่เป็น พระเมตตา ที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกหย่อมหญ้า

ครั้งหนึ่ง พระเจ้าสิริธวัช ทรงมีพระประสงค์จะทรงทราบว่าในบรรดาพสกนิกรของพระองค์นั้น ใครคือผู้ที่ทุกข์ยากที่สุด พระองค์จึงทรงออกเดินทางด้วยพระองค์เองอีกครั้ง คราวนี้พระองค์ทรงปลอมเป็น "กษัตริย์ขอทาน" ทรงถือถ้วยขอทาน และทรงเดินไปตามบ้านเรือนต่างๆ

พระองค์ทรงพบกับครอบครัวหนึ่งที่อาศัยอยู่ในกระท่อมผุพัง

ชายผู้เป็นหัวหน้าครอบครัว ท่าทางอดอยาก

"ท่านขอทาน มีอะไรให้ข้าช่วยบ้าง?"

พระเจ้าสิริธวัช ในคราบขอทาน

"ท่านมีอะไรจะให้ข้าบ้างไหม? ข้าหิวเหลือเกิน"

ชายคนนั้นมองไปรอบๆ กระท่อม

"โอ้... น่าเสียดาย ข้ามีเพียงข้าวสารก้นหม้อที่เหลืออยู่เล็กน้อยพอจะประทังชีวิตของข้ากับครอบครัวได้เท่านั้น หากข้าให้ท่านไป ข้ากับครอบครัวก็จะอดตาย"

พระเจ้าสิริธวัช ทรงยิ้ม

"ข้าเข้าใจ"

จากนั้น พระองค์ก็ทรงไปยังบ้านหลังต่อไป

พระองค์ทรงพบกับหญิงชราผู้หนึ่ง

"ท่านขอทาน มีอะไรให้ข้าช่วยบ้าง?"

พระเจ้าสิริธวัช ในคราบขอทาน

"ท่านมีอะไรจะให้ข้าบ้างไหม? ข้าหิวเหลือเกิน"

หญิงชรา

"โอ้... น่าเสียดาย ข้ามีเพียงหัวผักกาดหัวเล็กๆ หัวเดียวเท่านั้น ข้าตั้งใจจะนำไปประกอบอาหารเลี้ยงหลานของข้า แต่ถ้าท่านหิว ข้าก็จะให้ท่านไป"

หญิงชรานำหัวผักกาดหัวเล็กๆ นั้นยื่นให้พระเจ้าสิริธวัช

พระเจ้าสิริธวัช ทรงรับหัวผักกาดมาด้วยความปลาบปลื้ม

"ขอบคุณท่านมาก"

เมื่อทรงได้รับหัวผักกาดแล้ว พระองค์ก็เสด็จกลับพระราชวัง

เมื่อถึงพระราชวัง พระองค์ทรงรีบเรียกข้าราชบริพาร

"จงไปตามหาชายผู้ที่ให้ข้าวสารก้นหม้อแก่เรา และหญิงชราผู้ให้หัวผักกาดแก่เรามาเข้าเฝ้าโดยเร็ว"

เมื่อทั้งสองคนมาถึง พระองค์ก็ทรงเผยพระองค์

"เราคือพระราชาแห่งแคว้นนี้เอง"

ทั้งสองคนตกตะลึงและก้มกราบ

พระเจ้าสิริธวัช ทรงตรัส

"เราได้ออกเดินทางไปขอทาน และได้เห็นว่าใครคือผู้ที่เสียสละและมีจิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่มากที่สุด"

พระองค์ทรงหันไปหาชายผู้ให้ข้าวสาร

"ท่าน! ท่านมีข้าวสารเพียงก้นหม้อ แต่ท่านกลับคิดถึงครอบครัวของท่านก่อน และไม่ยอมให้เราไป เพราะกลัวว่าครอบครัวจะอดตาย นั่นแสดงว่าท่านมีความรับผิดชอบต่อครอบครัวของท่าน"

แล้วทรงหันไปหาหญิงชรา

"ส่วนท่าน! ท่านมีเพียงหัวผักกาดหัวเล็กๆ หัวเดียว แต่ท่านก็ยอมเสียสละให้เราไป แม้จะรู้ว่าหลานของท่านจะอดอยาก นั่นแสดงว่าท่านมีจิตใจเมตตาเสียสละยิ่งกว่าสิ่งใด"

พระเจ้าสิริธวัช ทรงยกย่องหญิงชราผู้นั้นให้เป็น "สตรีผู้มีจิตเมตตาสูงสุดในแผ่นดิน" และพระราชทานทรัพย์สินเงินทองให้แก่เธออย่างมากมาย

ส่วนชายผู้ให้ข้าวสาร ก็ได้รับการดูแลอย่างดีเช่นกัน

พระองค์ทรงสอนให้พสกนิกรทั้งหลายเข้าใจว่า "การให้ที่แท้จริงนั้น ไม่ได้วัดที่ปริมาณของสิ่งที่เราให้ แต่ที่เจตนาและความเสียสละที่เรามี"

พระเจ้าสิริธวัช ทรงครองราชย์มายาวนาน ด้วยพระเมตตาและความยุติธรรม พระองค์ทรงเป็นที่รักยิ่งของเหล่าพสกนิกร เป็นที่พึ่งของสัตว์โลกทั้งหลาย

เหล่าเทวดาต่างพากันแซ่ซ้องสรรเสริญพระบารมีของพระองค์

เมื่อถึงกาลอันควร พระองค์ก็ทรงละจากโลกนี้ไปด้วยความสงบสุข ทรงไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต

คติธรรม

ความเมตตาปรานีเป็นคุณธรรมอันประเสริฐ การช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน และการเสียสละเพื่อผู้อื่น ย่อมนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริง และเป็นที่รักของมวลมนุษย์และสรรพสัตว์

บารมีที่บำเพ็ญ

พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญ "ทานบารมี" (การให้) และ "เมตตาบารมี" (ความปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข) อย่างสูงสุด ทรงเสียสละแม้กระทั่งสิ่งมีค่าที่สุด เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นและสรรพสัตว์

— In-Article Ad —

💡คติธรรม / ข้อคิด

ความเมตตาปรานีเป็นคุณธรรมอันประเสริฐ การช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน และการเสียสละเพื่อผู้อื่น ย่อมนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริง และเป็นที่รักของมวลมนุษย์และสรรพสัตว์

บารมีที่บำเพ็ญ: พระโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญ "ทานบารมี" (การให้) และ "เมตตาบารมี" (ความปรารถนาให้ผู้อื่นเป็นสุข) อย่างสูงสุด ทรงเสียสละแม้กระทั่งสิ่งมีค่าที่สุด เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นและสรรพสัตว์

— Ad Space (728x90) —

นิทานชาดกเรื่องอื่นที่น่าสนใจ

สุชาตชาดก
148เอกนิบาต

สุชาตชาดก

สุชาตชาดกณ เมืองเวสาลี มีสตรีนางหนึ่งนามว่า สุชาดา นางเป็นหญิงสาวที่มีความเฉลียวฉลาด มีไหวพริบ และมี...

💡 คุณค่าของคนไม่ได้อยู่ที่ชาติกำเนิด แต่อยู่ที่ความรู้ ความสามารถ และจิตใจที่ดีงาม

สัตตบุรุษชาดก
101เอกนิบาต

สัตตบุรุษชาดก

สัตตบุรุษชาดก ในสมัยโบราณกาล ณ กรุงพาราณสี อันเป็นราชธานีอันรุ่งเรืองแห่งแคว้นกาสี พระโพธิสัตว์เจ้า...

💡 การเป็น "สัตบุรุษ" หรือผู้ประเสริฐ คือการมีคุณธรรม 7 ประการ ได้แก่ การให้ทาน, การรักษาศีล, ความเพียร, ปัญญา, สัจจะ, เมตตา, และการไม่พยาบาท เมื่อเราประพฤติตนเป็นสัตบุรุษ เราจะไม่เพียงแต่หลุดพ้นจากความทุกข์ แต่ยังสามารถช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ และนำพามาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองแก่สังคมโดยรวมได้

กุมภทาสชาดก
220ทุกนิบาต

กุมภทาสชาดก

กุมภทาสชาดก ในกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เมืองพาราณสีอันรุ่งเรือง จอมกษัตริย์พระนามว่าพรหมทัต ปกครองแ...

💡 ความสุขที่แท้จริงมิได้เกิดจากทรัพย์สินเงินทอง หรือตำแหน่งที่สูงส่ง แต่เกิดจากความพอใจในสิ่งที่ตนเองมี การมีจิตใจที่สงบ และการได้ช่วยเหลือผู้อื่น

กัณหาชาดก
372ปัญจกนิบาต

กัณหาชาดก

กัณหาชาดก ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่พระโพธิสัตว์ทรงเวียนว่ายตายเกิดเป็นพระเวสสันดร พระองค์ทรงดำร...

💡 กัณหาชาดกนี้ สอนให้เราเห็นถึงความสำคัญของการเสียสละและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การบำเพ็ญทานบารมี แม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยความทุกข์ยากลำบากเพียงใด แต่ผลของทานนั้นย่อมนำมาซึ่งผลบุญอันยิ่งใหญ่.

มหิสชาดก (Mahisa Jataka)
190ทุกนิบาต

มหิสชาดก (Mahisa Jataka)

มหิสชาดกครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นมคธ มีมหาวิทยาลัยอันยิ่งใหญ่แห่งหนึ่ง เป็นแหล่งรวมของเหล่าบัณฑิตแ...

💡 ความรู้ที่แท้จริงคือการนำไปประยุกต์ใช้ และเข้าใจถึงธรรมชาติของสิ่งต่างๆ ความอดทนและวิจารณญาณเป็นคุณสมบัติสำคัญของผู้นำ

สัพพปาณกชาดก (เรื่องนก)
177ทุกนิบาต

สัพพปาณกชาดก (เรื่องนก)

สัพพปาณกชาดก (เรื่องนก) ณ ดินแดนชมพูทวีปอันร่มเย็นแห่งนั้น มีนครที่เจริญรุ่งเรืองนามว่า "เวสาลี" เป...

💡 การเสียสละเพื่อผู้อื่น ย่อมนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริง และส่งผลดีต่อตนเองและสังคม.

— Multiplex Ad —

เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้เพื่อปรับปรุงประสบการณ์การใช้งาน วิเคราะห์การเข้าชม และแสดงโฆษณาที่เกี่ยวข้อง นโยบายความเป็นส่วนตัว