
ในสมัยโบราณกาล ณ กรุงพาราณสี อันเป็นราชธานีอันรุ่งเรืองแห่งแคว้นกาสี พระโพธิสัตว์เจ้าทรงอุบัติเป็นมหาบุรุษผู้ประกอบด้วยคุณธรรมอันเลิศล้ำ ทรงเป็นที่รักและเคารพยิ่งของเหล่าพสกนิกร พระองค์ทรงเป็นพระราชาผู้ทรงทศพิธราชธรรม ทรงปกครองอาณาประชาราษฎร์ด้วยทศพิธราชธรรม โปรดปรานความยุติธรรมเป็นที่ตั้ง และทรงมีพระทัยเมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งปวง
กาลครั้งหนึ่ง เกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ขึ้นในกรุงพาราณสี แผ่นดินแห้งแล้งฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล พืชผลธัญญาหารเหี่ยวเฉา ผู้คนอดอยากยากแค้นทั่วทั้งเมือง ความทุกข์ยากแผ่ซ่านไปทุกหย่อมหญ้า เสียงร้องไห้คร่ำครวญดังระงมไปทั่ว
พระราชาทรงระทมทุกข์ยิ่งนัก ทรงประชุมเหล่าเสนาบดีและปุโรหิตเพื่อปรึกษาหารือถึงหนทางแก้ไข แต่ก็ยังไร้ซึ่งหนทางที่จะบรรเทาความเดือดร้อนของอาณาประชาราษฎร์ได้
ในขณะที่บ้านเมืองกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ครั้งใหญ่นี้ พระโพธิสัตว์ทรงระลึกถึงปางก่อนที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญบารมีมาหลายภพหลายชาติ พระองค์ทรงมีพระปณิธานอันแน่วแน่ที่จะช่วยเหลือเหล่าพสกนิกรให้พ้นจากความทุกข์ยากให้ได้
วันหนึ่ง ขณะที่พระองค์ทรงประทับอยู่ ณ พระราชวัง ทรงสดับเสียงร้องของบุรุษผู้หนึ่งดังมาจากนอกพระราชวัง พระองค์ทรงมีรับสั่งให้ทหารไปนำบุรุษผู้นั้นเข้ามาเฝ้า เมื่อบุรุษผู้นั้นเข้ามา พระราชาทรงสอบถามถึงทุกข์ร้อน
"ท่านผู้เจริญ เหตุใดจึงได้ร่ำไห้ฟูมฟายถึงเพียงนี้ จงบอกความทุกข์ของท่านแก่เราเถิด"
บุรุษผู้นั้นกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์เป็นเพียงชาวนาธรรมดา บัดนี้แผ่นดินแห้งแล้ง พืชผลของข้าพระองค์ก็เสียหายหมดสิ้น จนไม่มีแม้แต่จะประทังชีวิตของครอบครัว ข้าพระองค์สิ้นหนทางแล้ว จึงมาร่ำไห้อยู่หน้าพระราชวัง ขอพระองค์ทรงเมตตาด้วยเถิด"
พระราชาทรงสดับดังนั้นก็ทรงพระทัยสงสารยิ่งนัก ทรงคิดหาหนทางที่จะช่วยเหลือบุรุษผู้นี้และเหล่าราษฎรทั้งหลาย
ในที่สุด พระองค์ทรงมีพระดำริอันชาญฉลาด ทรงระลึกถึง "สัตตบุรุษ" ซึ่งหมายถึง บุรุษผู้ประเสริฐ 7 จำพวก อันประกอบด้วย:
พระราชาทรงมีพระราชดำริว่า หากพระองค์ทรงเป็น "สัตบุรุษ" อย่างแท้จริง และสามารถชักชวนให้เหล่าเสนาบดีและข้าราชบริพารทั้งหลายเป็น "สัตบุรุษ" ได้ ประโยชน์สุขก็จะบังเกิดขึ้นแก่บ้านเมือง
พระองค์จึงทรงมีรับสั่งให้ประชุมเหล่าเสนาบดี ปุโรหิต และข้าราชบริพารทั้งหลาย เข้าเฝ้า ณ ท้องพระโรง
"ท่านทั้งหลาย บัดนี้บ้านเมืองของเรากำลังประสบภัยพิบัติแผ่นดินแห้งแล้ง ฝนฟ้าไม่อำนวย ความทุกข์ยากได้แผ่ซ่านไปทั่วถึง เราในฐานะผู้ปกครองมีความกังวลใจเป็นยิ่งนัก"
พระราชาทรงตรัสต่อ
"ข้าพเจ้าได้คิดไตร่ตรองมาเป็นเวลานาน และเห็นว่า หนทางที่จะแก้ไขวิกฤตการณ์นี้ได้ คือ การที่เราทุกคนต้องร่วมมือกัน บำเพ็ญตนให้เป็น 'สัตบุรุษ' หากเราเป็นสัตบุรุษอย่างแท้จริง เราก็จะสามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และเป็นที่พึ่งให้กับเหล่าราษฎรได้"
เหล่าเสนาบดีและข้าราชบริพารทั้งหลายต่างก็ก้มหน้ารับพระดำรัสด้วยความเลื่อมใส
พระโพธิสัตว์ทรงเป็นแบบอย่างอันดีงาม ทรงเริ่มจากการบำเพ็ญทานอย่างมหาศาล ทรงแจกจ่ายข้าวปลาอาหารแก่ผู้ที่ขาดแคลน ทรงบริจาคทรัพย์สินเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ ทรงให้ความช่วยเหลือแก่ทุกคนที่เดือดร้อนโดยไม่เลือกหน้า
ในด้านศีล พระองค์ทรงรักษาศีล 5 อย่างเคร่งครัด ทรงเป็นผู้มีหิริโอตตัปปะ (ความละอายและเกรงกลัวต่อบาป) ทรงสำรวมกาย วาจา ใจ อยู่เสมอ
ในด้านความเพียร พระองค์ทรงไม่ย่อท้อต่อการแก้ไขปัญหา ทรงใช้เวลาทั้งหมดเพื่อคิดหาวิธีช่วยเหลือประชาชน ทรงอดทนต่อความเหนื่อยยาก และไม่เคยท้อถอย
ในด้านปัญญา พระองค์ทรงศึกษาเล่าเรียนธรรมะอยู่เสมอ ทรงใช้ปัญญาในการตัดสินปัญหา และทรงมองการณ์ไกล
ในด้านสัจจะ พระองค์ทรงรักษาคำพูดเป็นสำคัญ ทรงทำตามที่ได้กล่าวไว้ทุกประการ
ในด้านเมตตา พระองค์ทรงมีพระทัยเมตตาต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทรงหวังดีต่อทุกคน และปรารถนาให้ทุกคนมีความสุข
ในด้านไม่พยาบาท พระองค์ทรงมีจิตใจสงบ ไม่เคยโกรธแค้น หรือคิดร้ายต่อผู้ใด แม้แต่ผู้ที่กระทำผิด
เมื่อพระราชาทรงเป็น "สัตบุรุษ" อย่างสมบูรณ์แบบเช่นนี้ เหล่าเสนาบดีและข้าราชบริพารทั้งหลายก็พลอยได้รับอิทธิพลจากพระองค์ พวกเขาก็เริ่มปรับปรุงตนเองให้เป็น "สัตบุรุษ" ตามอย่างพระราชา
เสนาบดีผู้มั่งคั่งก็เริ่มบริจาคทรัพย์สินช่วยเหลือผู้ยากไร้ ปุโรหิตผู้มีปัญญา ก็เริ่มเทศนาสั่งสอนธรรมะให้ประชาชนเกิดความเข้าใจและมีกำลังใจ
เหล่าข้าราชบริพารต่างก็ช่วยเหลือกันและกัน ส่งเสริมความดีงาม และลดละความชั่ว
ผลจากการที่พระราชาและเหล่าข้าราชบริพารร่วมกันเป็น "สัตบุรุษ" ประชาชนทั้งหลายก็ได้เห็นถึงความดีงามและความเสียสละที่เกิดขึ้น หลายคนก็พลอยสำนึกผิดและปรับปรุงตนเองให้ดีขึ้น
เมื่อผู้คนในเมืองพากันสำนึกในบาปกรรม และหันมาประพฤติตนเป็นคนดีมากขึ้น ความสามัคคีก็เกิดขึ้นในหมู่ชน
และแล้ว ปาฏิหาริย์ก็บังเกิดขึ้น หลังจากที่แผ่นดินแห้งแล้งมานาน ฝนก็ได้ตกลงมาอย่างชุ่มฉ่ำ ท้องฟ้าสดใส พืชผลที่เหี่ยวเฉาก็กลับคืนชีวิต
ความอดอยากยากแค้นก็หมดสิ้นไป ผู้คนกลับมามีความสุขอีกครั้ง
พระราชาทรงยินดีเป็นอย่างยิ่ง ทรงตระหนักว่า การที่พระองค์ทรงเป็น "สัตบุรุษ" และชักชวนให้ผู้อื่นเป็น "สัตบุรุษ" ด้วยนั้น คือหนทางแห่งความเจริญรุ่งเรืองและความสุขที่แท้จริง
เรื่องราวของพระราชาผู้ทรงเป็น "สัตบุรุษ" ได้เล่าขานสืบต่อกันมา เป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกคนตระหนักถึงคุณค่าของความเป็น "สัตบุรุษ" ที่จะนำพามาซึ่งความสุขความเจริญทั้งต่อตนเองและสังคม
วันเวลาผ่านไป พระราชาทรงครองราชย์ด้วยทศพิธราชธรรมอย่างสมบูรณ์ ทรงเป็นที่รักของปวงชน และสวรรคตไปสู่สวรรค์
การเป็น "สัตบุรุษ" หรือผู้ประเสริฐ คือการมีคุณธรรม 7 ประการ ได้แก่ การให้ทาน, การรักษาศีล, ความเพียร, ปัญญา, สัจจะ, เมตตา, และการไม่พยาบาท เมื่อเราประพฤติตนเป็นสัตบุรุษ เราจะไม่เพียงแต่หลุดพ้นจากความทุกข์ แต่ยังสามารถช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ และนำพามาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองแก่สังคมโดยรวมได้
พระโพธิสัตว์เจ้าทรงบำเพ็ญบารมี 7 ประการ หรือ สัตตบารมี (ทาน, ศีล, เนกขัมมะ, ปัญญา, วิริยะ, ขันติ, สัจจะ, อธิษฐาน, เมตตา, อุเบกขา) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทรงบำเพ็ญบารมีในด้านทาน, ศีล, วิริยะ, ปัญญา, สัจจะ, เมตตา, และขันติ (โดยการไม่พยาบาท)
— In-Article Ad —
การเป็น "สัตบุรุษ" หรือผู้ประเสริฐ คือการมีคุณธรรม 7 ประการ ได้แก่ การให้ทาน, การรักษาศีล, ความเพียร, ปัญญา, สัจจะ, เมตตา, และการไม่พยาบาท เมื่อเราประพฤติตนเป็นสัตบุรุษ เราจะไม่เพียงแต่หลุดพ้นจากความทุกข์ แต่ยังสามารถช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ และนำพามาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองแก่สังคมโดยรวมได้
บารมีที่บำเพ็ญ: พระโพธิสัตว์เจ้าทรงบำเพ็ญบารมี 7 ประการ หรือ สัตตบารมี (ทาน, ศีล, เนกขัมมะ, ปัญญา, วิริยะ, ขันติ, สัจจะ, อธิษฐาน, เมตตา, อุเบกขา) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทรงบำเพ็ญบารมีในด้านทาน, ศีล, วิริยะ, ปัญญา, สัจจะ, เมตตา, และขันติ (โดยการไม่พยาบาท)
— Ad Space (728x90) —
215ทุกนิบาตกุกกุรชาดก ณ แคว้นมคธ อันเป็นแผ่นดินที่รุ่งเรืองด้วยพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในสมัยพุทธกา...
💡 การทำความดีนั้น ย่อมมีอุปสรรคเข้ามาขัดขวางเสมอ แต่ผู้ที่มีจิตใจมั่นคง ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก ย่อมสามารถก้าวข้ามผ่านไปได้ และผลแห่งความดีนั้น จะนำมาซึ่งความสุขและความเจริญที่แท้จริง
112เอกนิบาตอัคคปัตตชาดก ณ กรุงสาวัตถีอันเจริญ มีท่านเศรษฐีผู้มั่งคั่งนามว่า อัคคปัตตะ ท่านเป็นผู้มีจิตใจเอื้อเฟ...
💡 การให้ทานที่แท้จริงคือการให้ชีวิต ให้ความรู้ และให้โอกาส ซึ่งเป็นการสร้างบุญกุศลที่ยั่งยืน
146เอกนิบาตอังคารชาดกกาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นมคธ มีพราหมณ์ผู้หนึ่งนามว่า โสณกะ เขาเป็นผู้มีทรัพย์สินเงินท...
💡 กรรมใดใครทำ กรรมนั้นย่อมส่งผลเสมอ แม้แต่ผลไม้ที่เคยให้คุณ ก็สามารถให้โทษได้หากถูกปรุงแต่งด้วยเจตนาร้าย
207ทุกนิบาตมหิสชาดก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นโกศลอันรุ่งเรือง พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นควายป่าผู้มีพละกำลังม...
💡 ผู้นำที่แข็งแกร่งและกล้าหาญคือเสาหลักของหมู่คณะ ความกล้าหาญอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีสติปัญญาและไหวพริบด้วย.
67เอกนิบาตผู้มีจิตเมตตาต่อศัตรูณ กรุงราชคฤห์ อันเป็นเมืองหลวงของแคว้นมคธ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในสมัยที่อาณาจ...
💡 การมีเมตตาต่อศัตรูนั้น ย่อมนำมาซึ่งการให้อภัย และความสงบสุข.
355ปัญจกนิบาตสัญชวิทนชาดกในดินแดนอันไกลโพ้น ณ แคว้นอวันตี มีกษัตริย์ผู้ทรงทศพิธราชธรรมนามว่า พระเจ้าสัญชวิทนะ พระ...
💡 ความขยันหมั่นเพียรและการพัฒนาตนเองเป็นหนทางสู่ความสำเร็จ การมีครูที่ดีและการไม่ย่อท้อเป็นสิ่งสำคัญ.
— Multiplex Ad —