
ในสมัยพุทธกาล ณ กรุงสาวัตถี อันเป็นที่ประทับของพระบรมศาสดา สัมมาสัมพุทธเจ้าครั้งหนึ่ง ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ใกล้เมืองพาราณสี เมื่อครั้งที่พระโพธิสัตว์ยังเป็นพระพุทธเจ้าในอดีตชาติ ทรงมีพระนามว่า พระธรรมราชา ผู้เป็นพระราชาแห่งเมืองกาสี ทรงครองราชย์ด้วยทศพิธราชธรรมอย่างเคร่งครัด ทรงเป็นที่รักและเคารพของเหล่าเสนาบดี ปุโรหิต ข้าราชบริพาร และอาณาประชาราษฎร์ทั้งปวง
วันหนึ่ง พระราชาทรงมีพระราชดำริว่า “เราได้ปกครองอาณาประชาราษฎร์ด้วยธรรมมาเป็นนิจ แต่เราจะทราบได้อย่างไรว่า ธรรมที่เราประพฤตินั้นถูกต้องดีงามสมบูรณ์แล้ว เราควรจะมีผู้ที่คอยตักเตือน ชี้แนะ เมื่อเราพลั้งพลาดไป” ด้วยพระดำริดังกล่าวนี้ พระองค์จึงทรงเรียกประชุมเหล่าปุโรหิตผู้ใหญ่ และมีพระราชโองการว่า “เรามีความประสงค์จะแต่งตั้งข้าราชบริพารผู้หนึ่งให้มีหน้าที่คอยถวายโอวาท ตักเตือน เมื่อเราประพฤติสิ่งใดผิดพลาดไป ท่านทั้งหลายจะเห็นสมควรแก่ผู้ใด?”
เหล่าปุโรหิตทั้งหลายต่างก็พากันอึ้ง นิ่งเฉย ไม่มีใครกล้าเสนอชื่อผู้ใด เพราะการจะตักเตือนพระราชาผู้ทรงอำนาจนั้น เป็นเรื่องที่ยากยิ่งและอาจนำภัยมาสู่ตนเองได้
ขณะนั้นเอง ท้าวสักกะเทวราช (พระอินทร์) ผู้เฝ้ามองดูเหตุการณ์อยู่บนสวรรค์ ทรงเล็งเห็นว่า พระราชาทรงมีพระประสงค์อันประเสริฐยิ่ง ทรงต้องการผู้ที่จะคอยชี้นำทางให้พระองค์เดินอยู่ในทศพิธราชธรรมอย่างไม่ตกหล่น จึงทรงแปลงกายลงมาเป็นพราหมณ์ผู้หนึ่ง นุ่งห่มผ้าขาว สวมมาลัยดอกพวง ให้ดูสง่างาม ท่ามกลางที่ประชุม
เมื่อพราหมณ์ (ท้าวสักกะ) ปรากฏตัวขึ้น เหล่าปุโรหิตทั้งหลายก็พากันประหลาดใจ แต่ก็มิได้ทักท้วงใดๆ พราหมณ์ผู้นั้นจึงก้าวเข้าไปถวายบังคมพระราชา และกราบทูลว่า “ข้าแต่สมเด็จพระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์ขอเสนอชื่อบุรุษผู้หนึ่ง ซึ่งเหมาะสมที่จะเป็นผู้คอยถวายโอวาทแก่พระองค์”
พระราชาทรงสนพระทัย “โอ้! มีผู้เช่นนั้นด้วยหรือ? บุรุษผู้นั้นเป็นผู้ใดกันเล่า? จงบอกเรามาเถิด”
พราหมณ์กราบทูลว่า “บุรุษผู้นั้นคือ ‘สาสนพราหมณ์’ ผู้ซึ่งมีความรู้แตกฉานในพระเวท มีปัญญาเฉลียวฉลาด สามารถเข้าใจธรรมะอันลึกซึ้ง และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เขาเป็นผู้มีใจเที่ยงตรง ไม่หวั่นไหวต่ออำนาจ หรือลาภสักการะใดๆ หากพระองค์ทรงประพฤติสิ่งใดผิดพลาด สาสนพราหมณ์ผู้นี้จะกล้าหาญพอที่จะกราบทูลเตือนพระองค์ด้วยสัจวาจา”
พระราชาทรงพอพระทัยในคำทูลของพราหมณ์เป็นอย่างยิ่ง จึงมีพระราชโองการให้เรียกตัว ‘สาสนพราหมณ์’ มาเข้าเฝ้า และทรงแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง “สาสนอามาตย์” หรือ “ผู้ถวายโอวาท” อย่างเป็นทางการ
นับแต่นั้นมา สาสนพราหมณ์ก็ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ ทุกครั้งที่พระราชาทรงมีพระราชดำริ หรือมีพระราชโองการใดๆ ที่อาจจะนำไปสู่ความผิดพลาด หรือเบี่ยงเบนไปจากทศพิธราชธรรม สาสนพราหมณ์ก็จะกราบทูลทักท้วงด้วยเหตุผลอันแยบคาย ด้วยถ้อยคำที่นุ่มนวลแต่หนักแน่น
ครั้งหนึ่ง พระราชาทรงมีพระราชดำริจะขยายพระราชอาณาเขต โดยจะยกทัพไปตีเอาเมืองข้างเคียง พระองค์ทรงปรึกษาสาสนพราหมณ์
สาสนพราหมณ์กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ การทำสงครามย่อมนำมาซึ่งความสูญเสียแก่ไพร่พล และสร้างความเดือดร้อนแก่ราษฎรทั้งสองฝ่าย หากพระองค์ทรงสามารถปกครองแว่นแคว้นของพระองค์ให้ร่มเย็นเป็นสุข ราษฎรอยู่ดีกินดี มีความสามัคคี ก็ย่อมเป็นที่รักและยกย่องของมิตรประเทศ หาความจำเป็นใดเล่าที่จะต้องเบียดเบียนผู้อื่นด้วยการสงคราม?”
พระราชาทรงสดับฟังดังนั้น ก็ทรงเห็นถึงเหตุผลอันลึกซึ้ง จึงทรงระงับพระราชดำริที่จะทำสงคราม และทรงหันมาพัฒนาบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองแทน
อีกครั้งหนึ่ง พระราชาทรงมีพระราชดำริจะเก็บภาษีอากรเพิ่มขึ้น เพื่อนำไปใช้ในการก่อสร้างพระราชวังที่ใหญ่โตโอ่อ่ากว่าเดิม
สาสนพราหมณ์กราบทูลว่า “ข้าแต่พระองค์ การเพิ่มภาระให้แก่ราษฎร ย่อมทำให้พวกเขาเดือดร้อน และอาจนำไปสู่ความไม่พอใจ หากพระองค์ทรงประสงค์จะสร้างสิ่งใด ควรพิจารณาจากกำลังทรัพย์ของแผ่นดิน และความเดือดร้อนของประชาชนเป็นที่ตั้ง การสร้างความสุขที่แท้จริงนั้น มิใช่อยู่ที่ความหรูหราของสิ่งก่อสร้าง แต่อยู่ที่ความอยู่ดีมีสุขของอาณาประชาราษฎร์ต่างหาก”
พระราชาทรงสดับฟังคำทูลของสาสนพราหมณ์ ก็ทรงตระหนักในความผิดพลาดของพระองค์ ทรงยกเลิกการเก็บภาษีเพิ่ม และทรงดำเนินนโยบายที่คำนึงถึงความเป็นอยู่ของราษฎรเป็นสำคัญ
ด้วยการมีสาสนพราหมณ์คอยชี้นำและตักเตือนเช่นนี้ พระราชาพระธรรมราชา จึงทรงสามารถดำรงอยู่ในทศพิธราชธรรมได้อย่างสมบูรณ์ พระองค์ทรงเป็นที่รักของทวยราษฎร์ ทรงปกครองแผ่นดินด้วยความยุติธรรม นำพาอาณาจักรให้เจริญรุ่งเรืองเป็นปึกแผ่น
เมื่อพระโพธิสัตว์ (พระธรรมราชา) สิ้นอายุขัยแล้ว ท้าวสักกะเทวราชก็ทรงกลับคืนสู่สวรรค์ เหล่าปุโรหิตทั้งหลายก็ต่างชื่นชมในวิสัยทัศน์อันยาวไกลของพระราชาที่ทรงมีพระประสงค์จะหาผู้คอยชี้แนะ และต่างก็ยกย่องในคุณธรรมอันสูงส่งของสาสนพราหมณ์ผู้กล้าหาญและเที่ยงธรรม
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การมีที่ปรึกษาที่ดี และกล้าที่จะแสดงความคิดเห็นด้วยความจริงใจและสุจริต เป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับผู้มีอำนาจ การยอมรับฟังคำตักเตือน และการปรับปรุงแก้ไขข้อผิดพลาด จะนำพาไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองและความผาสุกอย่างแท้จริง
— In-Article Ad —
ผู้มีอำนาจควรมีที่ปรึกษาที่ดีที่กล้าพูดความจริง และควรเปิดใจรับฟังคำตักเตือนเพื่อการพัฒนาตนเองและองค์กร.
บารมีที่บำเพ็ญ: ปัญญาบารมี
— Ad Space (728x90) —
36เอกนิบาตอัสสโพตกชาดก ในอดีตกาล ณ กรุงพาราณสีอันรุ่งเรือง ในสมัยที่พระโพธิสัตว์ทรงเป็นพราหมณ์หนุ่มผู้มีปัญญา...
💡 นิทานเรื่องนี้สอนให้เห็นถึงความสำคัญของการเสียสละและการให้ทาน การให้ที่แท้จริงคือการให้โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน และการให้แม้ในสิ่งที่ตนเองรักและหวงแหนที่สุด จะนำมาซึ่งผลบุญอันยิ่งใหญ่ และความสุขที่ยั่งยืน
318จตุกกนิบาตสุมังคลชาดกณ เมืองพาราณสี ในสมัยโบราณ เมื่อครั้งที่พระโพธิสัตว์ทรงดำรงชีวิตอยู่ ทรงได้อุบัติเป็น 'พร...
💡 การให้และการแบ่งปัน นำมาซึ่งความสุขและความเจริญรุ่งเรือง
85เอกนิบาตมหาอุตรชาดก กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ แคว้นมคธ อันเป็นปึกแผ่นและร่มเย็นภายใต้ร่มพระบรมโพธิสมภารของพร...
💡 ความเมตตา กรุณา และการเสียสละ คือสิ่งสำคัญที่สุดในการดำเนินชีวิต การช่วยเหลือผู้อื่นที่ตกทุกข์ได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตใดก็ตาม ย่อมเป็นการบำเพ็ญบารมีที่ประเสริฐ และนำมาซึ่งความสุขที่แท้จริง
76เอกนิบาตคันธกชาดก ในสมัยพุทธกาล ณ กรุงสาวัตถี อันเป็นนครอันรุ่งเรือง ท่ามกลางหมู่มหาชนที่เบียดเสียดกันไปมา ...
💡 ความซื่อสัตย์และความจริงใจ เป็นคุณธรรมที่นำพาความสำเร็จ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้อื่น
87เอกนิบาตสุมังคชาดกเรื่องราวนี้เกิดขึ้นในสมัยพุทธกาล ณ กรุงพาราณสี เมื่อครั้งที่พระโพธิสัตว์ทรงอุบัติเป็น “สุ...
💡 ความซื่อสัตย์และความกตัญญูเป็นคุณธรรมอันประเสริฐยิ่งกว่าทรัพย์สินเงินทอง การรักษาคุณธรรมไว้ได้ แม้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก ย่อมนำมาซึ่งความสุขและความเจริญที่ยั่งยืน
105เอกนิบาตสิริปาละชาดก ในอดีตกาล ณ กรุงพาราณสี อันเป็นเมืองที่รุ่งเรืองและเปี่ยมด้วยผู้คนนานาชนิด พระเจ้าพรหม...
💡 ความมีเมตตา การแบ่งปัน และการเสียสละเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น คือทรัพย์สมบัติอันแท้จริงที่ไม่มีวันสูญสิ้น
— Multiplex Ad —